"กระทรวงพาณิชย์" สั่งคุมเข้ม "ล้ง" ต่างชาติลงทุนในไทย พร้อมเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ให้เข้าสู่ระบบเอสเอ็มอีเกษตร
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก พบว่า จังหวัดจันทบุรี มีการจัดระเบียบผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อผลไม้ หรือ ล้ง กรณีลำไย ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 9,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีจำนวน 59 ล้ง หลังจากทางการกำหนดให้ขึ้นทะเบียน ก็พบว่าหายไป 5 ล้ง เหลืออยู่ทั้งหมด 54 ล้ง ในจำนวนนี้แบ่งเป็นล้งไทย 29 ล้ง และล้งจีน 25 ล้ง ซึ่งก็อยู่ร่วมกันได้เป็นปกติ ทั้งนี้ การเริ่มเข้ามาของล้งจีน ตั้งแต่ปี 2549 ทำให้ตลาดผลไม้ในจันทบุรีเปลี่ยนแปลงรูปแบบ จากที่เกษตรกรเคยแย่งกันขาย ก็เปลี่ยนเป็นล้งแย่งกันซื้อ ส่งผลให้ราคาลำไยปรับเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 18 - 22 บาท เป็นกิโลกรัมละ 40 บาท ในปัจจุบัน เนื่องจากความต้องการลำไยในจีน มีสูงถึงประมาณ 1 หมื่นตัน สำหรับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกรณีล้งต่างชาติทิ้งมัดจำและไม่ยอมจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ชาวสวนนั้น ตรวจสอบพบเป็นล้งเถื่อนที่ไม่ได้เข้าระบบ ซึ่ง กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ร่วมมือกับจังหวัดจันทบุรี วางระบบตรวจสอบไว้อย่างเข้มงวดแล้ว โดยได้วางแนวทาง ด้วยการขึ้นทะเบียน กษตรกร ล้ง และนายหน้าที่รวบรวมลำไย กับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร การตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรจังหวัดจันทบุรี (คพจ.) โดยมีพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี เป็นเลขานุการตรวจสอบรวบรวมข้อมูลเชิงลึก
อย่างไรก็ตาม นักธุรกิจเกษตรจีน ที่เข้ามาลงทุนทำล้งใน จ.จันทบุรี หรือแม้กระทั่งโรงอบลำไยที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีการลงทุนอยู่หลายรายนั้น ตามกฎหมายแล้ว นักธุรกิจจีน สามารถลงทุนเป็นเจ้าของได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็มีความกังวลเกิดขึ้นว่าระยะยาวตลาดผลไม้ไทยอาจจะถูกยึดครองโดยต่างชาติได้ ดังนั้น แนวทางแก้ปัญหาก็คือจะต้องส่งเสริมให้เกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการไทย ยกระดับสู่การเป็น SMEs เกษตร ซึ่งรัฐบาลจะสามารถสนับสนุน หรือสร้างแต้มต่อให้ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ผู้ประกอบการไทยก็จะต้องพัฒนาตัวเองควบคู่ไปด้วยเพื่อจะสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว








