ส่งออกม.ค.ดิ่งเหว หนักสุดรอบ50เดือน สะท้อนวิกฤติส่งออกกดดันศก.ไทย เป้าหมายส่งออกโต 5% ปีนี้ โจทย์ท้าทาย“ทูตพาณิชย์”ว่าฝันจะเป็นจริงหรือไม่
เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประกอบกับ ความสามารถในการแข่งขันสินค้าไทยถดถอย ในแง่ของต้นทุนการผลิตสินค้าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ขณะที่โครงสร้างการผลิตสินค้าไทยยังไม่ “ก้าวข้าม” ไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มได้มากนัก
ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนกดดัน “ส่งออกไทย” ขาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มากถึง 70 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มาหลายปี
ประเมินจากการส่งออกไทยที่ผ่านมา ติดลบเป็น “ปีที่ 3” ในปี 2558
โดยมีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 2.14 แสนล้านดอลลาร์ ลดลง 5.78% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา เป็นการติดลบ “ในรอบ 6 ปี” นับจากปี 2552 ที่การส่งออกไทยติดลบ 14.3%
ขณะที่ในปีนี้การส่งออก ยังส่อติดลบต่อเนื่องเป็น “ปีที่ 4” จากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่โงหัว โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น ที่ล้วนผชิญปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ทำใหัความต้องการสินค้าเพื่ออุตสาหกรรมและการบริโภคในประเทศลดลง
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขส่งออกเดือน ม.ค. มีมูลค่า 15,711 ล้านดอลลาร์ ติดลบมากถึง 8.91% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 โดยมีอัตราขยายตัวต่ำสุดในรอบ 50 เดือน (4 ปี 2 เดือน)
ร้อนถึง “กระทรวงพาณิชย์“ หน่วยงานที่ทำหน้าดูแลภาคส่งออก ต้องเร่งผลักดันกลยุทธ์ส่งออก กับเป้าหมายที่ ”ท้าทาย“ ในการผลักดันการส่งออกให้ “ขยายตัว 5%” ตามการฝากการบ้านของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ”สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" เมื่อครั้งเรียกประชุม ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) 61 สำนักงานทั่วโลก กลางเดือนม.ค.ที่ผ่านมา
สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หนึ่งในดรีมทีมเศรษฐกิจของสมคิด (อดีตอาจารย์จากศศินทร์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Kellogg School of Management มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น สหรัฐอเมริกา ลูกศิษย์ ศ.ดร.ฟิลิป คอตเลอร์ นักการตลาดก้องโลก เช่นเดียวกับ “สมคิด”) เล่าถึงแผนจัดทัพทูตพาณิชย์ไทย เพื่อผลักดันการส่งออกไทยว่า ตามหลักการทูตพาณิชย์ต้องทำงานอย่าง “บูรณาการ” (ไม่แยกส่วน) มองแบบผลประโยชน์ร่วม (win-win) ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนทั้ง “วิธีคิด” (Mindset) และวิธีการทำงาน
โดยทูตพาณิชย์ยุคใหม่ ต้องรู้จัก “เชื่อมโยง” ทั้งการเปิดตลาดการค้า ดึงดูดการท่องเที่ยว บริการและการลงทุน โดยต้องประสานงานกับทั้ง กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
ทว่าสิ่งที่ รมช.พาณิชย์ บอกเล่าคือ หลักการ แต่ในเชิง “รูปธรรม” ยังมีคำถามว่าทูตพาณิชย์จะดำเนินการได้มากน้อย เพียงใด ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่กดดันหนัก
“ทูตพาณิชย์ ต้องทำหน้าที่ประสานด้านการท่องเที่ยว และการลงทุน ในประเทศที่ไม่มีสำนักงานท่องเที่ยว และสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศ ดึงคนเข้ามาลงทุน และนำคณะธุรกิจไทยออกไปลงทุน (Inward-Outward)”
โจทย์ใหม่สำหรับ ทูตพาณิชย์ ที่เคยทำหน้าที่ เป็น “เซลล์แมน” ขายสินค้าให้ประเทศ จึงต้องปรับทัศนคติ วิธีคิดหลุดกรอบเดิม สู่การเป็น “โปรโมเตอร์” มุ่งสู่การบูรณาการเชิงกลยุทธ์เชื่อมภูมิภาค เชื่อมโลก เปิดโมเดลธุรกิจใหม่ทางการค้าเต็มรูปแบบ ทั้งซื้อมาขายไป เป็นหัวหอกเปิดประตูภาคบริการและลงทุน ท่องเที่ยว
“ฮุกตลาด” นำสินค้าไทยสู่ไปการสร้างแบรนด์ในระดับโลก และระดับภูมิภาค
ในเรื่องนี้ มาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติงบเชื่อมโยงไทยสู่โลก (Local to Global) ให้กับกระทรวงพาณิชย์ 1,500 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณต่อเนื่อง 3ปี เป้าหมายคือ การพัฒนาแบรนด์ไทยสู่การเป็นแบรนด์โลก จาก 10 แบรนด์ เป็น 40 แบรนด์ หรือ 4 เท่าตัว พร้อมไปกับการพัฒนาแบรนด์ไทยเป็นแบรนด์ระดับอาเซียน จาก 500 แบรนด์ เพิ่มเป็น 650 แบรนด์ ภายใน 5 ปี
โดยมีทูตพาณิชย์เป็นหนึ่งใน “หัวหอก” ในการดำเนินการ
ขณะที่การจะพัฒนาแบรนด์ สู่ระดับโลกและระดับภูมิภาคได้นั้น จะต้องดำเนินการตาม 4 กลยุทธ์เจาะตลาดส่งออก ประกอบด้วย
1.เจาะตลาดในอาเซียน (Deepening Market) โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับไทย ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือ ซีแอลเอ็มวี โดยมองตลาดนี้เป็นจังหวัดที่ 78 ของไทย (CLMV As Our Home Market) จากการค้าที่ไร้พรมแดน โดยจะต้องรุกการค้าไปยังต่อเนื่องไปถึง “เมืองรอง” ของประเทศเพื่อนบ้าน นอกเหนือจาก “เมืองหลวง”
“เมื่อประเทศเชื่อมโยงกัน แต่ไลฟ์สไตล์ต่างกัน ทำให้การทำตลาดจากนี้ต้องเจาะลึกเป็นเมืองถึงรสนิยม การใช้ชีวิต และการใช้จ่ายแตกต่างกัน บางตลาดอาจใช้กลยุทธ์ Thailand Week จัดงานแสดงสินค้าพร้อมไปกับการจับคู่ธุรกิจ หรืองานแสดงสินค้า Top Thai Brand เน้นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศรู้จักสินค้าไทยที่มีศักยภาพการตลาดในระดับโลก เพื่อให้เกิดการยอมรับและเชื่อมั่นในแบรนด์ไทย โดยเน้นเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องกับตลาดและเป้าหมาย”
โดยแผนการรุกตลาดจะต้องไม่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่จะดำเนินการโดยการ “สร้างเครือข่าย” นักธุรกิจที่เติบโตจากการทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมองว่าหากมีการจับกลุ่มสร้างสัมพันธ์ทางการค้าร่วมกันในนาม CLMV บวก T คือประเทศไทย ผ่านเวที CLMV Forum จะเป็นการเปิดเวทีการแลกเปลี่ยนความรู้ทางธุรกิจ จนเกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจร่วมกัน “ต่อกร” ยักษ์ใหญ่นอกภูมิภาค
2.ประเทศที่มีชายแดนรอบอาเซียน (Broadening Market) เป็นอีกตลาดที่มีประชากรมหาศาล แบ่งยุทธศาสตร์เป็น 3 ประเทศหลัก คือ ประเทศจีน เจาะตลาดเมืองรอง ประกอบด้วย อู๋ฮั่น ฉงชิ่ง และเฉิงตู ส่วนใหญ่เป็นเป็นมณฑลแถบตะวันตก และภาคกลาง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาลจีน ที่ต้องการสร้างสมดุลความเจริญไปสู่ฝั่งตะวันตกของประเทศ จากเดิมที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจจะกระจุกตัวเฉพาะด้านฝั่งตะวันออก
ส่วนเมืองหลักที่มีกำลังซื้อและเป็นเมืองเศรษฐกิจ อย่างเซียงไฮ้ และ กวางโจว จะเน้นการเข้าถึงกลุ่มคนรวย ระดับ Super Rich ที่นิยมสินค้าเฉพาะ (Niche) แตกต่าง มีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร ไม่คำนึงถึงราคาหากชอบ ถูกรสนิยม บวกกับการขยายการค้าช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ( E-Commerce ) รับกับไลฟ์สไตล์ของคนจีนที่นิยมชอปปิงออนไลน์มากขึ้นกว่า 50% และจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าเป็นเครืองมือที่ไม่ทำให้สินค้าไทยผ่านคนกลาง แต่เข้าไปโดยตรงถึงผู้บริโภคหรือผู้นำเข้า ลดต้นทุนการขนส่งที่ไม่ต้องส่งไปเฉพาะทางฝั่งตะวันตก ต้องใช้เวลายาวนาน
สำหรับอินเดีย เมืองรอง ที่น่าสนใจสำหรับสินค้าไทยเข้าไปเปิดตลาด คือ จันฑิกาห์ บังกาลอร์ และโคชิ ส่วนเมืองหลักที่เป็นเมืองหลวง และเมืองเศรษฐกิจ คือ นิวเดลี เจนไน และมุมไบ ยุทธศาสตร์เดียวกันกับเมืองจีน คือ การยกระดับสินค้า แบรนด์ไทยเข้าไปหากลุ่มคนรวยในประเทศอินเดีย
ขณะที่รัสเซีย ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันตกต่ำ จึงต้องมองการเชื่อมต่อเมืองสำคัญ 5 เมืองที่โดดเด่นมาเชื่อมกับเป็นคลัสเตอร์ (Cluster City) กับธุรกิจไทย ได้แก่ เมืองหลวง มอสโก เป็นเมืองท่องเที่ยว, คาซาล เป็นแหล่งเชื่อมโยงกับอาหารฮาลาลของไทย, เยคาเตรินเบิร์ก เป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนยานยนต์, วลาดิวอสตอค เป็นเมืองท่า จึงควรเป็นแหล่งเชื่อมทางด้านโลจิสติกส์กระจายสินค้าไทย และเมืองโซชิเป็นเมืองท่องเที่ยว และธุรกิจโรงแรม
ประเทศอิหร่าน เมืองที่เริ่มเปิดประเทศไม่นาน จึงใช้โอกาสนี้เข้าไปรุกขายสินค้า จัดโรดโชว์ขายข้าว และสินค้าอื่น ทั้งแบบ รัฐต่อรัฐ (GtoG) และการดึงเอกชนไปแสวงหาลู่ทางการลงทุนจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)
3.กลุ่มตลาดที่พัฒนาเต็มที่ หรืออิ่มตัว (Mature Market) ตลาดที่เศรษฐกิจมีกำลังซื้อสูงแต่ก็แข่งขันสูงเช่นเดียวกัน เช่น สหรัฐ ฯ ยุโรป ดังนั้นจึงต้องเจาะตลาดใหม่ๆ ท่ามกลางตลาดใหญ่ที่อิ่มตัวยังมีกลุ่มเซ็คเมนท์ย่อยๆ ที่มีศักยภาพ อาทิ ผู้สูงอายุ กลุ่มหลากหลายทางเพศ LGBT (lesbian,Gay, Bisexual, Transgender/transsexual), กลุ่มที่ย้ายถิ่นฐานมาจากลาตินอมเริกา รวมถึงกลุ่มเอเชีย ตลอดจนกลุ่มคนรักสุขภาพ ส่วนยุโรป ก็มุ่งเน้นเจาะตลาดใหม่ๆ เช่นเดียวกับสหรัฐ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีกำลังซื้อสูง
4.ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market) เป็นกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพ เพราะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มีกำลังซื้อ แต่วิธีเข้าไปประเทศเหล่านี้ต้องมองคู่ขนานในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงจำหน่ายสินค้าแต่มองเรื่องของการเป็นแหล่งวัตถุดิบ และการขยายการลงทุน โดยแบ่งเป็นกลยุทธ์เจาะตลาด 3 ภูมิภาค คือ
แอฟริกา วางตัวเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไม่ใช่เพียงหวังขายสินค้า แต่มองการพัฒนาร่วมกัน มองว่า ประเทศรัสเซียขาดอะไร และสินค้าไทย ธุรกิจไทยหาช่องทางเติมเต็มการพัฒนาประเทศนี้ได้อย่างไร โดยเน้นอุตสาหกรรมที่ไทยแข็งแกร่งมีเชี่ยวชาญ อาทิ อุตสาหกรรมเกษตร และยานยนต์ เช่น การพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เคยกินข้าวโพดเป็นอาหารหลักและมีราคาแพง ให้หันมาบริโภคข้าวไทยไทยเพิ่มขึ้น
ส่วนกลุ่มตลาดตะวันออกกลาง เน้นเปิดการค้าภายหลังจากเริ่มทำเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-ตุรกี พร้อมกับโรดโชว์รุกตลาดทั้งในซาอุดีอาระเบีย ,อิหร่าน , อิสราเอล เชื่อมต่อเมืองสำคัญทางการค้า และเศรษฐกิจ โดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และโมเดิร์นเทรดในประเทศเหล่านี้ให้คุ้นเคยกับสินค้าไทย ทั้งสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจสุขภาพ รักษาพยาบาล
ขณะที่กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ประกอบด้วย เม็กซิโก บราซิล เปรู ชิลี และอาเจนติน่า เป็นตลาดใหม่ที่ภาครัฐต้องหมั่นเข้าไปกระชับความสัมพันธ์เชื่อมต่อการทำธุรกิจให้ภาคเอกชน รวมถึงใช้ FTA กรอบ ไทย-ชิลี และไทย-เปรู ให้เกิดประโยชน์สูงสุดรวมถึงการโปรโมทให้ประชาชนเหล่านี้รู้จักสินค้าไทยมากขึ้น
-------------------
เจาะแผน Demand Driven มหาอำนาจ "มะกัน-จีน"
จิราภาพรรณ มลิทอง ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแองเจลีส สหรัฐอเมริกา มองแผนบูรณาการส่งออกในตลาดสหรัฐ (มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก) ว่า แม้ยอดส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐจะปรับลดลง แต่มองว่าตลาดนี้ยังมีความต้องการสินค้าสูง ไปพร้อมกับการแข่งขันที่สูงมากเช่นกัน
ดังนั้นการเจาะตลาดนี้ จึงต้องวางกลยุทธ์ “รายเมือง-รายรัฐ และรายสินค้า” รวมถึงต้องวาง “ตำแหน่งการค้าของสินค้าไทย” ให้ชัดเจน เนื่องจากคนอเมริกันจะมาจากหลายเผ่าพันธุ์ จึงมีความหลากหลายของผู้บริโภค ตั้งแต่ระดับสินค้าทั่วไป ไปจนถึงสินค้าระดับพรีเมี่ยม อาทิ กลุ่มคนรักษ์สุขภาพ กลุ่มผู้สูงอายุ,LGBT สินค้าของไทยที่เข้าไปคือ อาหาร อิเล็คทรอนิกส์ อัญมณี และสิ่งทอ รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
“กลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติในสหรัฐ มี 322 ล้านคน โดยปัจจุบัน 62 % เป็นกลุ่มคนผิวขาว และกลุ่มคน Hispanic ที่มาจากอเมริกาใต้ 16 % ,แอฟริกัน อเมริกัน 12%, กลุ่มคนเอเชีย 6% กลุ่มชาติพันธุ์ ที่เหลือเป็นกลุ่มอื่นๆ เช่น ชนกลุ่มน้อย เช่น ม้ง (Ethnic Group) —ณะที่ในปี2020 ประชากรกลุ่มผิวขาวจะเริ่มลดลงเหลือ 50% โดยสัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์เพิ่มมากขึ้น”
ขณะเดียวกันกลุ่มกลุ่มคนเจนเนอเรชั่นใหม่ เรียกกว่า มิลเลนเนี่ยมหรือคนที่เกิดยุคปี 2000 ที่จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอนาคต จึงต้องศึกษาพฤติกรรมและผลิตสินค้าได้สอดคล้องกับความต้องการ
คนอเมริกันมีรายได้ประชากรต่อคน เฉลี่ยสูงถึง 56,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ขณะที่ไทยเพียง 5,000 ต่อคนต่อปี รายได้สูงกว่าไทย “10 เท่า”
นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้สหรัฐยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจ จากกำลังซื้อมหาศาล
โดยแผนการเจาะตลาด จะเป็นเป็น “2 หมวดหมู่” โดยจะใช้กลยุทธการเข้าถึงตลาดที่แตกต่างกัน แบ่งเป็น “สินค้าที่ควบคุมไม่ได้” คือกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตภายใต้บริษัทแม่ ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย การทำการตลาดจึงยังคงบริหารโดยบริษัทแม่ เช่น กลุ่มสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า แนวทางการเข้าไปเพิ่มกำลังซื้อ จึงต้องดำเนินการผ่านการเจรจาในหลายภาคส่วน อาทิ เจรจากผ่านสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นผู้อนุมัติให้บริษัทต่างชาติเหล่านี้เข้ามาลงทุนในไทย
อีกกลุ่มคือ “สินค้าควบคุมได้” ที่รัฐบาลสามารถเพิ่มยอดคำสั่งซื้อได้ด้วยการทำตลาด จัดกิจกรรมโปรโมทสินค้าไทย เพื่อกระตุ้นความต้องการสินค้าในตลาดโลก ในตลาด ในกลุ่มสินค้า อาทิ อัญมณี ผลิตภัณฑ์ยาง อาหาร และผลไม้ แต่จะต้องยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยให้มีมูลค่าสูงผ่านการส่งเสริมกิจกรรม
แบ่งเป็นสินค้าในกลุ่มกระแสหลัก ตลาดทั่วไป หรือ Mass ที่เป็นกลุ่มสินค้าที่มีปริมาณคำสั่งซื้อจำนวนมาก ไม่สามารถทิ้งได้ เพราะมูลค่ามหาศาล จึงต้องโปรโมทกำลังซื้อผ่านกิจกรรมในห้างสรรพสินค้าที่นำเข้า อาทิ คอสโก้ วอลมาร์ท เอชมาร์ท รองรับผู้บริโภคขนาดใหญ่ เช่น จัดงาน ชิมรสชาติของข้าวหอมมะลิแท้ (Tastes of Hommali) ที่ห้างคอสโก้ และวอลมาร์ท
ขณะที่สินค้าในกลุ่มตลาดเฉพาะ (Niche Market) เป็นกลุ่มสินค้าปริมาณน้อย แต่เป็นตลาดมีมูลค่าสูง ต้องจำเพาะเจาะจง เช่น ในซูเปอร์มาเก็ตที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะ หรือ ตัวแทนจำหน่ายหรือร้านค้าที่นำเข้าสินค้าเฉพาะ อาทิ สินค้าพร้อมรับประทาน ตลาดคนรักษ์สุขภาพ เช่น โฮลเซลล์ (Whole sell) ,เทรดเดอร์ โจ (Trader Jo)
กลวิธีการโปรโมทก็จัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มสินค้าเหล่านี้ อาทิ ทำกิจกรรมร่วมกับสถาบันสอนอาหาร ในการแข่งขันทำอาหาร พร้อมกับเชิญสื่อมวลชนมาสัมภาษณ์สื่อ ให้เห็นถึงการวางตำแหน่งของสินค้าไทยเป็นกลุ่มสินค้าที่มีคุณค่า สร้างการรับรู้ถึงกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มาพร้อมกันกับวัฒนธรรมและวิถีอย่างไทย ที่จะขยายการรับรู้ถึงสินค้ามาจากสมุนไพรเพื่อสุขภาพ สิ่งสำคัญต้องเข้าให้ถึงกลุ่มผู้นำเข้าที่กระจายสินค้าให้ไทยไปทั่วสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในลอสแองเจลีส เพราะเป็นเมืองท่า ก่อนกระจายสินค้าและบริการจัดการโลจิสติกส์กระจายไปยังรัฐอื่นในสหรัฐฯ
นอกจากนี้ อีกการเจาะตลาดที่เพิ่มมูลค่าเพิ่มสูง คือ การทำตลาดผ่านช่องทางการค้าออนไลน์ ที่อเมริกันส่วนใหญ่ชอบชอปปิงผ่านออนไลน์ เพราะระบบการสั่งซื้อสินค้าและการส่งสินค้ารวดเร็ว สามารถซื้อสินค้าช่วงเช้าและรับสินค้าช่วงเย็นได้ ไทยจึงควรพัฒนาตลาดนี้ไปควบคู่กัน
บุณิกา แจ่มใส ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครเซียงไฮ้ ประเทศจีน กล่าวถึงยุทธศาสตร์การเจาะตลาดจีน (มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก) แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว แต่ตลาดนี้ยังเป็นอีกตลาดที่มีกำลังซื้อมหาศาล โดยสิ่งที่พบ คือ กลุ่มคนรวยยังมีอยู่มาก ที่พร้อมจะบริโภคสินค้า
กลยุทธ์การเข้าถึงตลาดจีนในยุคนี้จึงมุ่งเน้นโฟกัสตลาดกลุ่มคนรวย แต่สินค้าต้องแตกต่างและมีเอกลักษณ์ และนิยมสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ มากกว่าสินค้าที่ผลิตในจีน (Made In china)
“จีนนิยมสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสขยายสินค้า แต่ต้องวิเคราะห์ความต้องการให้ชัดเจน เพราะจีนมีหลากหลายมณฑล จึงต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก รสนิยม และการผลิต เช่น คนเซียงไฮ้ เป็นกลุ่มคนรวยชอบสินค้าที่ไม่เหมือนใคร มีความแตกต่างมีจุดเด่น เช่น เครื่องประดับ สินค้ามีดีไซน์ เช่น กระเป๋าหนังจระเข้ ที่แสดงถึงอำนาจซื้อ ราคาขายใบละ 30,000 หยวน (ราว 1.5-2 แสนบาท) มีลูกค้าจีนเหมาไปถึง 10 ใบ และสินค้าที่มีดีไซน์ อย่าง อัญมณี เครื่องประดับ รวมถึงผ้าไทย"
กลยุทธ์การทำกิจกรรมตลาด คือ การเข้าไปโปรโมทแบรนด์สินค้าไทยว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายในห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
รวมถึงการเพิ่มช่องทางการค้าใหม่ๆ ผ่านออนไลน์ เพราะสัดส่วนการซื้อสินค้าออนไลน์ มีจำนวน 500 ล้านคน เกือบครึ่งของประชากร 1,300 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สินค้าไทยต้องเข้าไปเปิดตลาด พร้อมกับเชื่อมต่อกับอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ของโลกอย่าง อาลีบาบาท
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีโอกาสการทำตลาดในจีน คือ การทำแอนนิเมชั่น ภาพยนตร์ และงานด้านครีเอฟของไทย มีโอกาสเชื่อมต่อกับดิจิทัลอีโคโนมี ที่กำลังมาแรงในตลาดจีน จึงมีการจัดงานเจรรจาธุรกิจของไทยเข้าไปหาผู้ร่วมทุนจีนที่กำลังมีเงินมหาศาล ในงานภาพยนต์ต่างในประเทศจีน เช่น งานภาพยนตร์ในเซียงไฮ้
“งานด้านภาพยนตร์ที่สร้างสรรค์อย่างไทย ถือว่ามีโอกาสสูงหากพิจารณาจากหนัง ลอส อินไทยแลนด์ ที่ดังมากในจีนก็พัฒนาถึงสองภาค ขายตั๋วกระฉูดสะท้อนว่าสิ่งที่เกี่ยวกับวัฒนธรรรมไทยและสะท้อนความเป็นไทยจะถูกใจคนจีน”
------------------------
รุก 14 เมืองรอง ดันส่งออก
แผนการรุกเมืองรอง ที่ยังไม่ได้เข้าไปทำตลาดจริงจัง ประกอบด้วย14 เมืองสำคัญ ได้แก่ เมือง ไฮฟอง-เกิ่นเทอ-ฮานอย- ประเทศเวียนาม
เมืองตองยี ประเทศเมียนมา, เมืองหลวงพระบาง-สะหวันนะเขต-จำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, เมืองเสียมเรียบ-กัมปงจาม-กัมปงสะปือ-พระสีหนุ-ตะโบงคะมุม ประเทศกัมพูชา, เซบู ประเทศฟิลิปินส์ และรัฐเซอลังงอร์ เป็นกลุ่มเมืองที่จะเข้าไปแนะนำสินค้าไทยโดยใช้กิจกรรม Mini Thailand Week
ส่วนเมืองเศรษฐกิจหลักสำคัญต้องการพัฒนายกระดับตลาดให้เป็นเมืองหลักเศรฐกิจขตองสินค้าและบริการของไทยที่มีแบรนด์ จึงนำสินค้าไทยมีแบรนด์เข้าไปรุกตลาด ผ่านกิจกรรม TOP Thailand Brands โดยเริ่มต้นโรดโชว์บุกในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา , กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์, กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา, นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม และนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว
แผนอีกช่องทางที่นำสินค้าไทยไปสู่เมืองรองที่มีโอกาสเป็นเศรษฐกิจสำคัญ จึงใช้แผนกลยุทธ์ส่งเสริมการขายร่วมกันกับห้างสรรพสินค้าโมเดิร์นเทรด ในเมืองเป้าหมาย ประกอบด้วย กรุงย่างกุ้ง –มัณฑเลย์-เมาะลำไย-มะริด-ทวาย ประเทศเมียนมา, นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว, เมืองพระตะบอง-ไพลินประเทศกัมพูชา โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ประเทศสิงคโปร์ รวมถึงกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
การเจาะเข้าไปนอกจากภาครัฐเป็นผู้นำร่องผ่านกิจกรรมแล้ว ยังเป็นผู้นำพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อสร้างนักรบเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้น กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมทั้งใน่วนกลางและภูมิภาค เพื่อหาโอกาสในประเทศเพื่อนบ้านตามที่ภาครัฐรุกนำร่อง โดยเป็นพี่เลี้ยงทางธุรกิจ (Coaching) ร่วมกันกับเอกชนรายใหญ่ที่เข้าไปแล้ว ด้วยการให้ข้อมูล ให้คำปรึกษา และอบรมเชิงปฏิบัติการ สัมมนา
ที่สำคัญจะเปิดสำนักงานติดต่อศูนย์กลางธุรกิจไว้คอยบริการ (AEC Business Support Center) เพื่อทำให้เอกชนของไทยได้เข้าถึงโอกาสทางการตลาดได้มากที่สุด โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์แบบบินเดี่ยวเพื่อลองผิดลองถูก
แต่ใช้ศักยภาพที่มีมาต่อยอดโอกาส





