ครม. ไฟเขียวมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี - 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี พร้อมออกเงินกู้ช่วยเหลือภัยแล้งผ่าน ธ.ก.ส.
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ในวันนี้ว่า กระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องให้ครม.พิจารณา 3 เรื่อง ซึ่งเรื่องแรก คือ การสนับสนุนบัญชีเดียว ซึ่งผ่าน ครม.เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้จะเป็นการส่งเสริมให้ผู้ที่เข้าบัญชีเดียวโดยเฉพาะเอสเอ็มอี นำค่าใช้จ่ายในการจ้างนักเรียน นักศึกษาซึ่งเรียนวิชาด้านบัญชี ทั้งอาชีวศึกษา และอุดมศึกษาในการช่วยพัฒนา สอนลงบัญชี โดยผู้ประกอบการสามารถนำค่าจ้างนักศึกษามาหักภาษีได้ 100% ซึ่งมองว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้น จะช่วยให้สามารถเข้าสู่ระบบบัญชีเดียวได้สะดวกขึ้น
“นอกจากผู้ประกอบการได้ประโยชน์แล้ว นักเรียน นักศึกษาจะได้รายได้จากการไปช่วย และได้ประสบการณ์ เหมือนการฝึกงานในตัว ซึ่งสอดคล้องกับทางกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการให้นักเรียนไปฝึกงานแทนที่จะเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว” นายอภิศักดิ์ กล่าว
ส่วนมาตรการที่สอง คือ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย หรือ Micro Entrepreneurs ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ให้กับเอสเอ็มอีรายย่อยที่ไม่เกิน 5 ล้านบาท วงเงินค้ำประกันรวมทั้งสิ้น 13,500 ล้านบาท โดยค้ำประกันให้รายละไม่เกิน 200,000 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวนั้นเป็นโครงการเพิ่มเติมจากปีที่ผ่านมาที่เคยค้ำประกันไปแล้ว 5,000 ล้านบาท
ด้านมาตรการที่ 3 คือ มาตรการช่วยผู้ประสบภัยแล้ง และเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคเกษตร ประกอบด้วย 3 เรื่อง เป็นแนวคิดที่ ธ.ก.ส.คิดขึ้นมา โดยพยายามทำหน้าที่เพื่อการพัฒนาเกษตร โดยในการมาตรการแรกจะมีเงินกู้ฉุกเฉินให้ลูกค้า ธ.ก.ส.ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ให้กู้แต่ละรายไม่เกิน 12,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย โดยคาดว่าจะมีลูกค้าได้ประโยชน์ 500,000 ราย ปลอดดอกเบี้ยนาน 6 เดือน หลังจากนั้น 6 เดือนที่เหลือ คิดดอกเบี้ย 4% เพื่อบรรเทาเกษตรกรที่ประสบปัญหาจากภัยแล้ง รวมวงเงินทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท
ส่วนโครงการที่ 2 ที่ทำขึ้น คือ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยเหลือเอสเอ็มอีในกลุ่ม อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม และในโครงการล่าสุดนั้น จะเป็นการช่องทางเพิ่มเติมภายหลังการเพาะปลูก เช่น ที่ผ่านมาเกษตรกรทำแต่เกษตร ขายสินค้าให้พ่อค้าคนกลาง ดังนั้นจึงคิดโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรทำต่อเนื่อง คือ ปลูกพืชแล้วอาจจะตั้งเป็นบริษัทค้าสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตัวเอง โดยหลักการคือการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างเอสเอ็มอีของตำบลตัวเอง ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์ 72,000 ราย วงเงิน 72,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 4% ทั้งสิ้น 7 ปี ปีที่ 8-10 คิดอัตราดอกเบี้ยปกติ วงเงินแต่ละรายไม่เกิน 20 ล้านบาท
และโครงการสุดท้าย คือ โครงการปรับเปลี่ยน การผลิตของเกษตรกร โดยลักษณะให้กลุ่มเกษตรกรรวมกันดูแลและปรับเปลี่ยนการปลูกพืช โดยจะให้กู้กลุ่มละไม่เกิน 3 ล้านบาท วงเงินทั้งหมด 15,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0.01% คิดว่าจะมีเกษตรกรร่วมโครงการ 100,000 ราย ซึ่งโครงการดังกล่าวรัฐบาลจะรับชดเชยดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 500 ล้านบาท









