วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

'จัดบ้านใหม่' งานใหญ่ 'ฮอทพอท'

'จัดบ้านใหม่' งานใหญ่ 'ฮอทพอท'

ได้เวลาปรับองค์กรใหม่ หลังกำลังซื้อหด กดฐานะติดลบ 'สกุณา บ่ายเจริญ' นายหญิงแห่ง 'ฮอทพอท' โชว์แผน 'เทิร์นอะราวด์' หนึ่งในนั้น คือ ผุดสาขาลาว

'ปิดสาขาขาดทุน' หนึ่งกลยุทธ์หลักที่ บมจ.ฮอทพอท หรือ HOTPOT ของ 'สมพล ฤกษ์วิบูลย์ศรี' ผู้ถือหุ้นใหญ่ สัดส่วน 27.29% จำต้องเร่งมือดำเนินการ ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน HOTPOT ดำเนินธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ภายใต้แนวคิด 'All You Can Eat' หรือ 'อิ่มได้ไม่อั้น' ประกอบด้วย ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ ประเภทสุกี้ ชาบู ภายใต้แบรนด์ 'ฮอท พอท' ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์แนวปิ้งย่างและชาบูสไตล์ญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ 'ไดโดมอน' นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารสเต๊กแบบ A La Carte (การสั่งอาหารที่มีอยู่ในเมนู) ภายใต้แบรนด์ 'ซิกเนเจอร์ สเต๊ก ลอฟต์' ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่

จากเหตุการณ์กำลังซื้อหดตัวจนทำให้การออกมารับประทานอาหารนอกบ้านปรับตัวลดลง สะท้อนผ่านอัตราการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารที่ชะลอตัว โดยในปี 2557 มูลค่าธุรกิจร้านอาหารอยู่ระดับ 1.01 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 3.6% ถือเป็นการขยายตัวลดลง เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่เติบโต 14%

ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่าง 'ปรับปรุงองค์กรใหม่' หลังปี 2557 บริษัทมีผลขาดทุน 54.45 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2556 ที่มีกำไรสุทธิ 42.78 ล้านบาท และไตรมาส 3/2558 มีผลขาดทุนสุทธิ 60.74 ล้านบาท ซึ่งการปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ ทีมบริหารคาดหวังว่า ธุรกิจจะกลับมา 'เทิร์นอะราวด์'

ทว่าแม้บริษัทจะมีผลขาดทุน แต่นักลงทุนรายใหญ่ 'ทวีฉัตร จุฬางกูร' ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 สัดส่วน 15.70% ยังคงเดินหน้าเก็บหุ้นเพิ่มเติมตั้งแต่กลางปี 2557 ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ธุรกิจตกอยู่ในภาวะลำบาก ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัย หุ้น HOTPOT มีอะไรดี?

'นก-สกุณา บ่ายเจริญ' รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ฮอทพอท เล่าให้ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' ฟังว่า มีโอกาสคุยกับ 'ทวีฉัตร' เกี่ยวกับการทยอยเก็บหุ้นของเรา เขาบอกว่า หุ้น HOTPOT ราคาไม่แพง ที่สำคัญมีความสนใจธุรกิจอาหาร และต้องการจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจอาหารนานแล้ว แม้ว่าแบรนด์ HOTPOT จะเป็นแบรนด์ขนาดเล็ก แต่ก็มีความพร้อมและมีความสามารถที่จะเติบโตได้ในอนาคต ซึ่ง 'ทวีฉัตร' เริ่มซื้อหุ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย.2557 ประมาณ 5% จากนั้นก็ทยอยเก็บมาเรื่อยๆ

'ช่วงที่นักลงทุนรายใหญ่เข้ามาซื้อหุ้น ธุรกิจเริ่มไม่ดีแล้ว และเป็นช่วงที่บริษัทปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจใหม่ ด้วยการทยอยปิดสาขาขาดทุน เพื่อหวังให้ธุรกิจดีขึ้น แต่โชคร้ายเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น' 

เธอ เล่าต่อว่า ผลกระทบของแต่ละแบรนด์ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับลักษณะอาหารและความแข็งแกร่งของแต่ละแบรนด์ ซึ่งแบรนด์ไหนไม่แข็งแรง ก็จะได้รับผลกระทบสูง แต่แบรนด์ไหนแข็งแรงก็อาจได้รับผลกระทบไม่มาก

HOTPOT เป็นแบรนด์เล็ก ประกอบกับทำเลที่ตั้งอยู่ในห้างขนาดเล็ก และอยู่ในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และกลุ่มครอบครัวที่มีไลฟ์สไตล์ชอบความรวดเร็ว รักอิสระ ชอบรับประทานอาหารเป็นหมู่คณะ และเน้นความคุ้มค่า ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี สินค้าเกษตรตกต่ำ ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวก็จะได้รับผลกระทบโดยตรง

เราเห็นสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง 2557 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทมีการปิดสาขามากสุดตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจมา โดยบริษัทมองว่า สาขาที่ 'ขาดทุน' ถ้าบริษัทไม่บริหารจัดการให้ดี ก็จะทำให้บริษัทต้องนำ 'กำไร' จากสาขาที่ดีมาเลี้ยงสาขาที่ 'ขาดทุน' ไปเรื่อยๆ

'ในปี 2557 บริษัทปิดสาขา 20-30 แห่ง ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์' 

ผลกระทบของยอดขายแต่ละสาขาไม่เท่ากัน สำหรับสาขาที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบไม่มาก แต่ถ้าเป็นสาขาที่ตั้งอยู่ในห้างขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบมาก ซึ่งในจำนวนสาขาที่บริษัทมีเกินครึ่งอยู่ในต่างจังหวัด ฉะนั้นบริษัทถึงโดนผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวหนักมาก

ช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าเปิดห้างในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นเมื่อมีห้างใหม่มาเปิด สาขาเดิมของเราก็ได้รับผลกระทบ ซึ่งเราใช้วิธีปิดสาขาในห้างเล็กและไปเปิดสาขาในห้างใหม่แทน ดีกว่าเราเปิดทั้ง 2 สาขา และแย่งลูกค้ากันเอง

'สมัยก่อนช่วงเศรษฐกิจดีๆ เราเปิดสาขา 2 ห้างในจังหวัดเดียวกัน แต่ไม่ได้รับผลกระทบมาก'

นายหญิง ยอมรับว่า การปิดสาขา เพื่อลดการขาดทุนนั้น ก็ยังไม่ทำให้ผลประกอบการพลิกเป็นกำไร เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในช่วง “ขาลง” ยังไม่เห็นกำลังซื้อฟื้นชัดเจน แต่เราคิดว่า การปิดสาขาที่ขาดทุนก็ดีกว่าเราไม่ปิด หมายความว่า ถ้าเราไม่ปิดสาขาที่ขาดทุนอาจทำให้สถานการณ์ของบริษัทเจ็บหนักมากกว่านี้ 'ถ้าเราไม่ยอมตัดแขนขาที่ไม่ดีออกไปก่อนอาจตายได้' 

'วันนี้เรายังเจ็บอยู่ แต่ก็ถือว่า อยู่ในสถานะที่เดินหน้าต่อไปได้'

ในช่วงที่ผ่านมานอกจากการปิดสาขาที่ขาดทุนแล้ว บริษัทก็พยายามจัดกิจกรรมการตลาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจดีๆ บริษัทเคยบอกว่าจะไม่จัดกิจกรรมการตลาด

ด้วยกลยุทธ์ 'ดิสเคาท์โปรโมชั่น' แต่นับตั้งแต่ครึ่งปีหลังปี 2557 เรื่องของราคาเริ่มมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า ฉะนั้นบริษัทจำเป็นต้องกลับไปเล่นสงครามราคา เพื่อแย่งลูกค้า

ดังนั้นจึงเกิดการทำตลาดแบบดิสเคาท์โปรโมชั่นขึ้น ซึ่ง HOTPOT จำเป็นต้องทำ โปรโมชั่น 'มา 4 ท่าน จ่าย 3 ท่าน' หรือ 'มา 3 ท่าน จ่าย 2 ท่าน' และเป็นกิจกรรมเจาะฐานลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยใช้ช่องทาง 'ออนไลน์' เข้ามาช่วยสื่อสารประชาสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Line ,Twitter ,Instagram เป็นต้น โดยเป็นการจับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งจัดโปรโมชั่นช่วงนี้ลูกค้า “นักเรียน-นักศึกษา” อายุระหว่าง 15-25 ปี เข้ามาทานอาหารร้าน HOTPOT ได้รับส่วนลดจำนวนเท่านี้ หรือ โปรโมชั่น “นักเรียน” มา 4 ท่าน จ่าย 3 ท่าน ก็เป็นการเจาะลูกค้าเพื่อให้มียอดขายเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันเรามีสาขา 141 แห่ง โดยจะเข้าไปโฟกัสสาขาในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อรองรับลูกค้าที่มาจากสาขาที่ปิดไปในห้างขนาดเล็ก
เมื่อถามถึงกลยุทธ์ในปี 2559 เธอ บอกว่า เราจะเลือกเปิดสาขาด้วยความ 'ระมัดระวัง' ปัจจุบันผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าไม่มีแผนเปิดห้างใหม่ในจำนวนมากเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนสาขาเดิมที่มีอยู่ในปีนี้ เราจะปรับกลยุทธ์ใหม่ คือ 1.ปรับแบรนด์ สาขาเดิมที่มีรายได้ไม่ค่อยดี เราก็จะนำมาปรับปรุงใหม่ จากเดิมเคยเป็นแบรนด์ HOTPOT ขยับไปเป็นแบรนด์ซิกเนเจอร์ ซึ่งก็จะเข้ากับลูกค้าในทำเลนั้นๆ

2.ปรับพื้นทีใหม่ คือ ในบางสาขาของ HOTPOT มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ บริษัทก็จะนำมาแบ่งเป็น 2 ร้าน ครึ่งหนึ่งก็ยังเป็นแบรนด์ HOTPOT ส่วนอีกครึ่งก็จะปรับเป็นแบรนด์ซิกเนเจอร์ ซึ่งต้นทุนก็คล้ายๆ เดิม แต่การที่เราปรับแบรนด์ใหม่ขึ้นมาก็จะทำให้เราได้ยอดขายเพิ่มขึ้น 

และ 3.ปรับลักษณะของการให้บริการ คือ ในบางสาขาอาจมีการเพิ่มวาไรตี้ของการรับประทานอาหารให้มีความหลากหลาย เช่น ร้านอินเตอร์ปุ๊บแฟ่ เดิมมีแค่ประเภทต้มอย่างเดียว เราก็จะเพิ่มปิ้งย่างเข้ามา เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันกับตลาดมากขึ้น ก็จะเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทจะทำในปีนี้

'กลยุทธ์ใหม่น่าจะทำให้ตัวเลขผลประกอบการดีขึ้น แต่ถ้าจะให้ตอบว่าจะกลับมา 'เทิร์นอะราวด์' หรือไม่นั้น คงต้องดูปัจจัยหลายอย่างประกอบด้วย เช่น กำลังซื้อกลับมาหรือยัง'

'สกุณา' เล่าต่อว่า HOTPOT ยังมีรายได้จากขาย 'น้ำจิ้มสุกี้และซอสไดโดมอน' ปัจจุบันบริษัทมียอดขายในประเทศ แต่เป็นยอดขายไม่สูงมาก แต่ถือว่าเป็นอีกช่องทางที่จะช่วยผลักดันรายได้ของบริษัท

ล่าสุดมีตัวแทนจำหน่ายจากประเทศลาวเข้ามาติดต่อขอซื้อน้ำจิ้มสุกี้ไปจำหน่ายในลาวแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะเห็นน้ำจิ้มสุกี้ไปวางขายในต่างประเทศภายในปีนี้

ในปี 2559 บริษัทกำลังจะขยายสาขา HOTPOT เข้าไปในประเทศลาว ในลักษณะ ของการขาย 'แฟรนไชส์' ถือว่าเป็นการขยายสาขาแบบรวดเร็ว สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า (2558-2560) HOTPOT จะมีสาขาทั้งหมด 200 สาขา

'ถือเป็นก้าวแรกที่เราออกไปต่างประเทศ'

เดิมเราวางเป้าหมายว่า จะรักษาความเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ แต่ในปี 2557 บริษัทปรับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ คือ 'เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจอาหาร' เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นโอกาสในการจะขยายแบรนด์ร้านอาหารเพิ่มเติม นอกเหนือจากแบรนด์ที่เป็นร้านอาหารบุฟเฟ่ต์

ทั้งนี้เพื่อสร้างความหลากหลาย ความแตกต่าง ซึ่งจะทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และเป็นการเจาะช่องว่างในตลาด รวมทั้งเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าหรือผู้บริโภคทั่วไป ส่งผลทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายใหม่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต HOTPOT จะโฟกัสและประคับประคองธุรกิจร้านอาหารไปก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีแห่งการทำธุรกิจที่ 'ยากลำบาก' เนื่องจากธุรกิจของเรามีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เชื่อว่าจากการที่ภาครัฐพยายามผลักดัน นโยบายต่างๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาพปกติ

ปีนี้มีแผนที่จะเปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง คือ เซ็นทรัลจังหวัดนครศรีธรรมราช และ โรบินสัน จังหวัดลพบุรี ตอนนี้อยู่ระหว่างการต่อรองค่าเช่าพื้นที่ สำหรับเงินลงทุนแต่ละสาขา ถ้าเป็นอินเตอร์บุฟเฟ่ต์มีปิ้งย่างจะใช้เงิน 7-8 ล้านบาท ถ้าเป็นร้านซิกเนเจอร์ ใช้เงินลงทุน 5 ล้านบาท

'ธุรกิจอาหารกำลังตกอยู่ในช่วงแข่งขันรุนแรง เรียกว่า หืดจับทุกราย ซึ่งการทำธุรกิจสมัยนี้ยากกว่าเดิมมาก และต้องรวดเร็วตามโลกให้ทัน เชื่อว่า อีกไม่นานธุรกิจจะกลับมาเทิร์นอะราวด์แน่นอน ฉะนั้นเราต้องรีบทำตัวให้เข้มแข็ง'