วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร่วมมือกันสิ! ถึงจะเป็น “เอสเอ็มอียั่งยืน”

“ความยั่งยืน” คือเป้าหมายสูงสุดในทุกธุรกิจ แม้แต่เอสเอ็มอี แต่จะทำอย่างไรให้ กำลังเล็กๆ สามารถขับเคลื่อนตัวเองไปสู่ความยั่งยืนได้

ทำธุรกิจในยุคนี้ “ไม่ง่าย” จะให้สตรองอยู่ได้ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซึมเซา คู่แข่งมหาศาล สภาพการแข่งขันที่แปรเปลี่ยน ยิ่งกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ทั้ง ทุนน้อย ทรัพยากรจำกัด ความรู้ก็มีแค่กระผีก ความยากที่ว่าก็ดูจะยิ่งทวีเป็นหลายเท่า

ประโยชน์อะไรที่จะต้องก้มหน้ารับชะตากรรม เมื่อวันนี้ยังมีหนทางสร้างความเข้มแข็งได้ ที่สำคัญไม่ใช่การเดินอย่าง “โดดเดี่ยว” แต่คือ จับมือกัน ร่วมฝ่าฟันโจทย์หินไปเป็นเอสเอ็มอียั่งยืน

ในเวทีสัมมนา “ต้นแบบแห่งเครือข่าย...SME เติบโตได้อย่างยั่งยืน” ภายใต้โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด โดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) มีตัวอย่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เอาตัวรอดจากวิกฤติด้วยการรวมพลังเป็นเครือข่าย

“พวกเราเป็นเกษตกรชาวสวนยาง ทำอาชีพกรีดยาง อยู่ๆ มา ราคายางเกิดตกต่ำ ตอนแรกคิดว่าน่าจะตกสักปีเดียว แต่ปรากฎเข้าปีที่สามแล้ว เลยต้องมาหาวิธีเพิ่มมูลค่าน้ำยางพารา”

เสียงจาก “สมเกียรติ จำปาดง” หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวสวนยางบ้านในสวน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี บอกสถานการณ์จุกอกที่เกิดกับชาวสวนยางทางภาคใต้ หลังเผชิญราคายางตกต่ำอย่างสาหัส

สิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่การนิ่งเฉย แต่เลือกรวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน แล้วไปขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และหน่วยงานสนับสนุน โดยไม่ได้ขอความช่วยเหลือด้าน “เงินทุน” แต่แสวงหา “องค์ความรู้” ที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำยางราคาถูกของพวกเขาได้

ที่มาของผลิตภัณฑ์ “ถุงมือผ้าเคลือบยาง” ผลิตภัณฑ์จากความร่วมมือของชาวสวนยางบ้านในสวนฯ ผ่านการสนับสนุนจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ จนได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ ในบรรจุภัณฑ์ที่ดี พร้อมตอบโจทย์ตลาด

“เมื่อก่อนเราทำกันแบบครอบครัว ชาวบ้านเขากรีดยางเสร็จ ก็อยู่ของเขาสบายๆ ผมมาจากไหนไม่รู้ไปหาอะไรให้เขาทำ ให้เหนื่อยขึ้น แรกๆ เขาก็ไม่ค่อยฟังสักเท่าไร แต่พอเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐ และนักวิชาการเข้าไปช่วย เขาก็เริ่มเชื่อถือและเข้ามาร่วมมือกันมากขึ้น เราช่วยกันทำ ช่วยกันผลิต และช่วยกันขาย” เขาบอกหนทางใหม่

จากน้ำยางราคาถูก มาแปรรูปเป็น ถุงมือผ้าเคลือบยาง สามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 3 เท่า ถ้าทำเสร็จแล้วส่งขายจะได้มูลค่าเพิ่มเป็น 6 เท่า แต่ถ้าจัดจำหน่ายเอง แล้วล่ะก็ มูลค่าที่ว่าจะเพิ่มเป็น 9 เท่า! เพียงพอต่อการกู้วิกฤติราคายางในยุคนี้

วิชาปลูกชา ที่ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ยังพึ่งพาเกษตรเคมีเป็นหลัก แต่วันนี้กลุ่มคลัสเตอร์ชาอินทรีย์ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย เปลี่ยนวิถีมาทำชาอินทรีย์กันหมดแล้ว

“พรรณทิพา กิจวิถี” ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คลัสเตอร์ชาอินทรีย์ดอยแม่สลอง บอกความเปลี่ยนแปลงหลังพวกเธอรวมกลุ่มสมาชิก 24 ราย เปลี่ยนวิถีมาทำชาออร์แกนิกส์ โดยอาศัยองค์ความรู้ที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญในหน่วยงานต่างๆ

“เมื่อก่อนเราปลูกชาเคมี ก็จะมีต้นทุนในการซื้อสารเคมีมาใช้ แถมยังทำลายสุขภาพของพวกเราเองที่เป็นผู้ปลูก และสุขภาพของผู้บริโภคด้วย แต่ทุกวันนี้ทุกคนแข็งแรงกันหมดแล้ว” เธอบอก

การปลูกชา แบบ “ต่างคนต่างทำ” บนวิถีเกษตรเดิมๆ ทำให้ต้องเจ็บตัวทั้ง คนปลูก คนขาย และคนซื้อ จนเมื่อเลือกที่จะหันมาร่วมมือสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชน พวกเขาเลยได้เห็นปัญหา และเดินหน้าไปสู่ทางออกที่ชัดเจนขึ้น สิ่งที่ได้จากความร่วมมือ คือ จากตลาดเล็กๆ ขายกันเอง มากสุดก็ขายแค่ในประเทศ ทว่าวันนี้ ชาอินทรีย์ดอยแม่สลอง ส่งขายไปแล้วทั่วโลก โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ยุโรป และเอเชีย ผ่านพลังคลัสเตอร์ที่เกื้อกูลกันตั้งแต่ต้นน้ำไปจนสุดปลายน้ำ

“การทำชาอินทรีย์ทำให้เราได้โอกาสเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ได้พบปะกับผู้คนมากหน้าหลายตา จากที่เห็นหน้าตากันเอง พูดภาษาในท้องถิ่น คือ อาข่า จีน ไทย ทุกวันนี้เราพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะต้องติดต่อทำธุรกิจกับต่างชาติ”

แม้ต้นทุนที่หายไปจากสารเคมี อาจต้องชดเชยด้วยการจ่าย “ค่าแรง” ให้กับคนงานมากขึ้น เพื่อช่วยจัดการกับศัตรูพืช เลยเหมือนเป็นการเพิ่ม “ต้นทุนค่าแรง” เพิ่มภาระให้กับเกษตรกร ทว่าพรรณทิพา บอกว่า วิธีนี้ไม่ใช่การสูญเงินเปล่า แต่คือการช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนด้วย

“วิธีนี้จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความสุขมากขึ้น” เธอบอกผลลัพธ์ที่สำคัญ

การรวมกลุ่มกันเป็นคลัสเตอร์ ไม่เลือกเดินอย่างโดดเดี่ยว เลยทำให้คนปลูกชา มีอำนาจต่อรองกับตลาดได้มากขึ้น มีความรักสามัคคีกันในชุมชน “ดัชนีความสุข” ของพวกเขา เลยเพิ่มทวีอย่างวันนี้

กลุ่มคนทำผ้าไหมกำลังลำบาก จากสภาพการแข่งขันที่แปรเปลี่ยน เรามีสินค้าที่ใช้ทดแทนมหาศาล มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตผ้าพิมพ์เหมือนผ้าไทยเข้ามารุกตลาด บวกไหมเทียมจากต่างประเทศที่ล้นทะลักเข้าสยามประเทศ ยุคนี้เลยเป็นยุคที่ยากลำบากของคนทำไหม

“ทวี คุ้มสุขโข” ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข บ้านดอนข่า จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 78 ราย บอกวิธีที่พวกเขาใช้รับมือกับสถานการณ์ด้วยการรวมตัวเป็นคลัสเตอร์ผ้าไหม เปลี่ยนจากการเป็นคู่แข่งทางการค้ามาเป็น “พันธมิตร” เปลี่ยนจากการเดาสุ่มและคลำทางเอง มา “แทงหวย ที่ถูกทุกงวด”

เขาอธิบายสูตรแทง “หวย” ให้ถูก ที่เริ่มจาก “ห” รู้จักหลักการและเหตุผลของการทำงานที่แท้จริง “ว” วิเคราะห์และกำหนดวิสัยทัศน์ของตัวเอง และ “ย” การอยู่อย่างยั่งยืน ด้วยมาตรฐานและนวัตกรรม

“การที่จะทำให้งานหัตถกรรมของเราแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสินค้าทดแทนหรือคู่แข่ง นั่นคือ เราต้องมีนวัตกรรมและมาตรฐาน มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน มีตัวตน และคนอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้”

เขาบอกโจทย์ที่นำมาสู่การพัฒนาผลงานที่แตกต่าง มีเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ใช้ทรัพยากรท้องถิ่นที่ไร้ค่ามาสร้างให้เกิดมูลค่า เช่น เอามูลสัตว์มาทำน้ำหมัก สร้างสีธรรมชาติในการย้อมผ้า การแปรรูปผ้าให้ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ระหว่างทางก็สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ด้วยการวางเป้าหมายที่จะให้ทุกคน ในทุกระดับ มีรายได้มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำถึง 25%

จากการร่วมแรง ร่วมใจ ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการผ้าไหมที่กำลังบอบช้ำ สามารถลุกขึ้นยืนอย่างสง่าได้อีกครั้ง ชุมชนเล็กๆ กลายเป็นหมู่บ้าน “เจ้ารางวัล” ที่คว้ามาแล้วทั้ง หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ หมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยว หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และหมู่บ้านสิ่งทอนาโน กลายเป็น “ต้นแบบ” ชุมชนนักเปลี่ยนแปลงที่หลายคนกล่าวขานถึง

และนี่คือตัวอย่างความเข้มแข็งฉบับเอสเอ็มอี ผู้ไม่เลือกฉายเดี่ยว แต่ใช้ “ความร่วมมือ” พิชิต “ความยั่งยืน”