"กยท." เชื่อราคายางปรับขึ้นแน่ หลัง ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย จับมือลดการส่งออก 6 แสนตัน เริ่ม 1 มี.ค. นี้
นายเชาว์ ทรงอาวุธ รักษาการผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า หลังจากที่ผู้ผลิตยาง 3 ประเทศ คือไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ประกาศร่วมกันจะลดการส่งออกยางพารา615,000 ตันตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.- 31 ส.ค. 2559 พบว่าราคายางในตลาดต่างประเทศทุกตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น3 ที่ตลาดโตเกียวเพิ่มขึ้น กก.ละ 1.24 บาทตลาดเซียงไฮ้ปรับเพิ่มขึ้น กก.ละ 1.09 บาท และยางแท่งในตลาดไซคอม ปรับเพิ่มขึ้น กก.ละ 1.06 บาท ในขณะที่ตลาดในประเทศที่ตลาดกลางสงขลายางแผ่นดิบแตะระดับ 37.87 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 0.81 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 39.56 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 0.99 บาท/กก. ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี
อย่างไรก็ตามเนื่องจากราคายางมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งราคาน้ำมัน และจิตวิทยา ดังนั้นต้องรอดูสถานการณ์อย่างต่อเนื่องว่าจะส่งผลให้ราคายางปรับเพิ่มขึ้นตามที่คาดกันไว้หรือไม่ โดยจากการวิเคราะห์ราคายางที่ปรับเพิ่มขึ้นในวันนี้(4 ก.พ.) ส่วนหนึ่งยังมีปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดน้อย เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูยางผลัดใบ ซึ่งราคายางเคลื่อนไหวในกรอบจำกัดนี้ เพราะยังมีปัจจัยลบจากเงินเยนและเงินบาทแข็งค่า ประกอบกับนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก หลังจากสหรัฐฯ จีน และยุโรป ยังคงเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในเดือนม.ค.
นายสุรพล จารุพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯในฐานะโฆษก กล่าวว่า จากมติที่ประชุมระดับรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2558 ณ กรุงจาการณ์ต้า อินโดนีเซีย ที่ประชุมมีมติให้สภาความร่วมมือด้านยางพาราระหว่างประเทศ (ITRC) และบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCo) พิจารณาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการตามมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางภายใต้โครงการ (Agreed Export Tonnage Scheme : AETS) และต่อมาได้มีการหารือร่วมกันระหว่างบริษัท ร่วมทุนฯ (IRCo) และสภาความร่วมมือด้านยางระหว่างประเทศ (ITRC) อีก 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2559 และล่าสุดเมื่อ 28 ม.ค. 2559
ทั้งนี้ผลจากการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของประเทศอินโดนีเซีย และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมขั้นปฐมและสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศมาเลเซีย ภายใต้ความร่วมมือของสภาความร่วมมือไตรภาคียางพารา มีความเห็นว่าราคายางธรรมชาติที่ลดลงและส่งผลต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยางทั้ง 3 ประเทศ รัฐบาลของทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้ตกลงที่จะลดปริมาณการส่งออกยางธรรมชาติ เป็นจำนวน 615,000 ตัน โดยแบ่งตามปริมาณสัดส่วนการผลิตจาก 3 ปีล่าสุด คือ ประเทศไทย 324,005 ตัน สาธารณรัฐอินโดนีเซีย 238,736 ตัน และประเทศมาเลเซีย 52,259 ตัน ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 31 ส.ค. 2559






