วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักธุรกิจญี่ปุ่นพบนายกฯ ขานรับนโยบายลงทุนรัฐบาลไทย

นักธุรกิจญี่ปุ่นพบนายกฯ ขานรับนโยบายการลงทุนของรัฐบาลไทย หนุนเข้าร่วมTPP

นายอะคิโอะ มิมุระ ประธานสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น นำคณะผู้บริหารภาคเอกชนญี่ปุ่น เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตึกสันติไมตรีหลังใน ทําเนียบรัฐบาล 

ภายหลังการหารือ พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการหารือ ว่า สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japan Chamber of Commerce and Industry: JCCI) เป็นสภาหอการค้าที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดย 1 ใน 3 ของภาคเอกชนในประเทศญี่ปุ่นเป็นสมาชิกอยู่ คิดเป็นมากกว่า 4,500 บริษัท โดยในวันนี้ มีตัวแทนจากบริษัทชั้นนำที่เดินทางมาจากญี่ปุ่น จำนวน 60 ราย ครอบคลุมสาขาต่างๆ ทั้งด้านการค้า อุตสาหกรรมการผลิต การเงินการธนาคาร การสารสนเทศและด้านการศึกษา เป็นต้น 

การเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีในวันนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของไทย โดย ประธาน JCCI ได้แสดงความชื่มชมต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน นโยบายคลัสเตอร์และซูเปอร์คลัสเตอร์ ตลอดจน แผนการส่งเสริม SMEs จากประเทศญี่ปุ่นในประเทศไทย พร้อมย้ำว่า ไทยเป็นประเทศห่วงโซ่การผลิต (global value chain) ที่สำคัญของญี่ปุ่นในการส่งสินค้าต่อไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในขณะที่ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความสำคัญของญี่ปุ่น ที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย พร้อมย้ำว่า ไทยกำลังมองไปข้างหน้า เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนญี่ปุ่น ในรูปแบบแบบ Thailand + 1  โดยการหารือประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การเข้าร่วมการเจรจาความตกลงTPP ซึ่งภาคเอกชนญี่ปุ่นสนับสนุนให้รัฐบาลไทยให้เข้าร่วม เนื่องจากเห็นว่าจะช่วยส่งเสริม supply chain และ value chain ระหว่างไทยและญี่ปุ่น ซึ่งไทยมีความสนใจและอยู่ระหว่างการศึกษาอย่างถี่ถ้วน 

ประเด็นที่สอง การเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อแข่งขันในระดับสากล โดยญี่ปุ่นมีความคาดหวังให้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญแก่ญี่ปุ่นไปสู่ภูมิภาคและโลก และชื่นชมที่รัฐบาลไทยที่มีนโยบายลดภาษีให้แก่ภาคเอกชนที่มีสถาบันค้นคว้าและวิจัย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปัจจุบัน บริษัท Honda มีการพัฒนาฐานการวิจัยและพัฒนา สำหรับ รถมอเตอร์ไซต์และรถยนต์สี่ล้อ มีการสร้างสนามทดสอบรถยนต์แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงการพัฒนาบุคลากรและให้ความรู้แก่วิศวกรไทยด้วย ทั้งนี้ ภาคเอกชนญี่ปุ่นแสดงความมั่นใจว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้ จะช่วยให้ไทยเป็นฐานด้าน R&D ที่สำคัญในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ไทยเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานเดียวกันนี้ให้กับอาเซียน โดยการสร้างสนามทดสอบและทดลองยานยนต์ที่ได้มาตรฐานโลก ตามที่ได้มีการลงนามในศูนย์ทดสอบยานยนต์แห่งชาติ เมื่อเดือน พ.ย. 2558 และในปัจจุบัน รัฐบาลกำลังจัดตั้งศูนย์ทดสอยยางและยานยนต์ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย

ประเด็นสุดท้าย คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพสูง โดยมีการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านระบบราง ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือ 3 ฉบับ คือ รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ และรถไฟรางคู่แนว SouthernCorridor และความร่วมมือในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดง ซึ่งมีความคืบหน้าไปด้วยดี ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เสนอให้มีความร่วมมือด้านการวางระบบพื้นฐาน ระบบสัญญาณการเดินรถและการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างทาง และพร้อมสนับสนุนให้ญี่ปุ่นเข้ามาสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถไฟและจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่สองประเทศในการลดต้นทุน 

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยเสนอให้ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานอื่นๆ นอกเหนือจาก Eco car เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และเสนอความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ในการพัฒนาสนามแข่งรถสู่มาตรฐานโลก เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการขยายธุรกิจสู่รถแข่ง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันด้วย

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นได้แสดงความชื่นชมต่อความคืบหน้าการพัฒนาร่วมกันในโครงการทวาย และแสดงความสนใจเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของรัฐบาลไทย ด้วย

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำถึงความตั้งใจของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมการลงทุนระหว่างสองประเทศต่อไปในอนาคต โดยภาคเอกชนญี่ปุ่นเองมีความพอใจและพร้อมเป็นพันธมิตรกับไทยในการสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาคนี้