วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ท่องเที่ยว” จิ๊กซอว์ เคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

เป็นอีกปีที่เหนื่อยยาก ศก.โลกแปรปรวน แล้งหนัก-สินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งออกไทยทำท่าติดลบ4ปีซ้อน “ท่องเที่ยว” คือพระเอก จิ๊กซอว์หลักต่อยอดศก.ฐานราก

บ่อยครั้งที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ไปพูดบนเวทีเสวนา จะพูดถึง “การรับมือเศรษฐกิจภายนอกประเทศ" ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 

โดยเฉพาะ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก อย่างจีน คู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียน ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของจีนในอาเซียน

สะท้อนความกังวลของรัฐบาลชุดนี้ ผ่านหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

สถานการณฺ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ไทยไม่อาจพึ่งพา “ตัวชูโรงเดิม” เดิมอย่าง “การส่งออก” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกต่อไป

ประเมินจากรายได้การส่งออกของไทย ที่อยู่ใน “อาการโคม่า” ติดลบ 3 ปีซ้อน ยังคาดหมายกันว่า ส่งออกไทยจะติดลบต่อเนื่อง เป็น “ปีที่ 4” ในปีนี้

ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ รายงานตัวเลขการส่งออกไทย ในปี 2558 ทั้งปี ติดลบ 5.78% นับเป็นอัตราติดลบหนักสุดในรอบ “6 ปี”  

สิ่งที่รัฐพยายามทำ เพื่อแก้โจทย์ส่งออก คือการผลักดันอีกหัวจักรเศรษฐกิจ คือ “การท่องเที่ยว” โดยการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวต่อจีดีพีให้เพิ่มสูงขึ้นจาก 14% ของจีดีพี ชดเชยรายได้จากการส่งออก

โดยพิสูจน์แล้วว่า แม้ไทยจะเผชิญวิกฤติการเมืองและเศรษฐกิจจากภายในและนอกประเทศ แม้ภาคการท่องเที่ยวจะอ่อนไหวกับวิกฤติ 

แต่กลับก็เป็นภาคที่ “ฟื้นตัวเร็ว” จากวิกฤติเช่นกัน

โดยในปี 2558 ซึ่งไม่ใช่ปีดีของไทย แต่ข้อมูลจากกรมท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ไทยมีรายได้จากภาคท่องเที่ยวรวม 2.23 ล้านล้านบาท เพิ่มเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2.2 ล้านล้านบาท ถึง “3 หมื่นล้านบาท” 

มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทย 29.88 ล้านคน ขยายตัว 20.44% สร้างรายได้ 1.44 ล้านล้านบาท ขยายตัว 23.53%  

ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศ คนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศ 138.8 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.9 แสนล้านบาท 

จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในปีนี้ ภาครัฐตั้งเป้าผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยว เพิ่มมากถึง “1 แสนล้านบาท” เพิ่มจากเป้าเดิมที่ 2.3 ล้านล้านบาท เป็น 2.4 ล้านล้านบาท 

ภายใต้กลยุทธ์ การสร้างความร่วมมือแบบไม่แยกส่วน (บูรณาการ) เฉพาะการท่องเที่ยว อีกต่อไป

แต่รัฐกำลังที่จะใช้ “การท่องเที่ยว” เป็น จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ ที่จะต่อ ไปสู่..การเพิ่มรายได้ในภาคส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “ชุมชน”

บนโฟกัสการท่องเที่ยว “เชิงคุณภาพ” แทน “ปริมาณ” เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตยั่งยืน

"กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงเป้าหมายการผลักดันการท่องเที่ยวชุมชนว่า เพื่อต้องการให้เกิดการ “กระจายรายได้” สู่ชุมชน ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ และยังเป็นการรักษาทรัพยากรธรรมชาติไปในตัว

แผนแรก คือการดึงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ พำนักอยู่ในเมืองไทยให้มากขึ้นอีก “1วัน” เพราะนั่นหมายถึงรายได้จากการท่องเที่ยวจะเพิ่มมากขึ้น

โดยเฉลี่ยนักท่องเที่ยวต่างชาติจะพำนักในไทย 9 วัน หากเพิ่มเป็น 10 วัน มูลค่าใช้จ่ายต่อหัวก็จะเพิ่มขึ้น

ขณะที่กลยุทธ์ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวพำนักอยู่นานขึ้น ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จะดำเนินการผ่านกิจกรรม อาทิ 

การเปิดพิพิธภัณฑ์ช่วงเวลากลางคืน ที่มองเห็นความสวยงามแตกต่างจากช่วงเวลากลางวัน

รวมถึงการพัฒนาการรักษาพยาบาล ที่ไทยยังครองแชมป์ด้านการรักษาพยาบาลระดับโลก (Medical & Wellness) 

“คนไข้หนึ่งคนมาพร้อมกับญาติ มาเฝ้าไข้ หมายถึงต้องมีการใช้จ่ายเรื่องที่พัก และอาหารในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจึงเป็นตลาดสำคัญที่สามารถต่อยอดได้ ขณะที่ไม่นานมานี้มีคู่แข่งที่ ประกาศตัวเองเป็น Medical & Wellness เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ เกาหลี มาเลเซีย และอินเดีย ดังนั้นไทยจะย่ำอยู่กับที่ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมีสิทธิเสียแชมป์” 

จุดขายโปรโมทการท่องเที่ยวทางน้ำ ยังเป็นสิ่งต้องไม่มองข้าม เพราะเสน่ห์ของเมืองไทย ประวัติศาสตร์ เรื่องราว เกี่ยวพันกับเรื่องสายน้ำ ผู้คนอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ จากการที่ไทยเคยเป็นอู่อารยธรรมความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ ในปัจจุบัน บ้านเรือน ริมน้ำ จึงโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า

การท่องเที่ยวด้านกีฬา (Sport Tourism) ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมีศักยภาพ มีกำลังซื้อ ที่มักจะเข้ามาร่วมการแข่งขันกีฬา หรือชมกีฬา เช่น ปรากฎการณ์มินิมาราธอนที่จัดขึ้น จ.เชียงใหม่ ปรากฎว่า เกิดการขายเป็นแพ็คเกจ 3 คืน พร้อมที่พัก มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าร่วม 54 ชาติ จำนวน 2,400 คน สัดส่วนการเข้าพักในโรงแรมช่วงที่มีมินิมาราธอน จึงมีสัดส่วนสูงถึง 98-100%

“นักท่องเที่ยวด้านกีฬา ถือเป็นนักท่องเที่ยวชั้นดี การกีฬา เป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรใหม่ เพียงแต่เชื่อมโยงกับกิจกรรมการตลาดด้านกี่ฬาดีๆ ในสถานที่ต่างๆก็เพียงพอ"

และสุดท้ายคือการทำให้เมืองไทยเป็น “จุดหมาย” การเดินทางท่องเที่ยวในวันพักผ่อนสุดสัปดาห์ (Weekend Destination) โดยไม่ต้องมองว่า เพื่อนบ้านอาเซียนเป็นคู่แข่ง แต่ควรมองเป็นพันธมิตรในการโปรโมทแพ็กเก็จการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

เมื่อเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านเติบโต โดยปัจจุบันมีจีดีพี สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 7-8% สวนทางกับเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว

“เมื่อเพื่อนบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ไทยก็เป็นเป้าหมายที่พวกเขามากลับมาเที่ยวไทยในวันหยุดสุดสัปดาห์” กอบกาญจน์ เผย 

นอกจากนี้ ยังจะโปรโมทการท่องเที่ยวเชื่อมโยงก่อให้เกิดการสร้างรายได้จากเศรษฐกิจฐานราก ด้วยโครงการ “12 เมืองต้องห้ามพลาด”  ที่จะประกาศเพิ่มอีก 12 เมืองในปีนี้ เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวเมืองใหญ่ หันไปสนใจเมืองเล็กๆ ข้างเคียง เช่น 

เมื่อไปเชียงใหม่ก็เที่ยวต่อไปยัง ลำปาง แพร่ ลำพูน เป็นการเพิ่มโปรแกรมน่าสนใจ โดยต้องพยายามค้นหา “เรื่องราว” ที่เชื่อมโยงกันระหว่างแหล่งท่องเที่ยว เพื่อดึงให้คนไปท่องเที่ยวในท้องถิ่นเล็กๆ ที่ไม่ได้รับการโปรโมทเท่าที่ควร

“กอบกาญจน์” ยังมองว่า สิ่งที่ยังต้องพัฒนาต่อเนื่อง คือ “การตลาดออนไลน์” โดยการวางระบบไอที เพื่อสร้างเครือข่ายเว็บไซต์ หรือชุมชนออนไลน์ ด้านการท่องเที่ยวให้เข้มแข็ง ให้นักท่องเที่ยวค้นหาแหล่งท่องเที่ยวเจอ เพราะโลกออนไลน์ในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่จองที่พักผ่านออนไลน์ มีสัดส่วนมากกว่า 80% 

เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวตกถึง “ผู้ประกอบการรายเล็ก และชุมชน” เช่น บรรดาร้านอาหาร และที่พักในโฮมสเตย์ ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว แทนเว็บไซต์จองโรงแรมชื่อดัง อาทิ อโกดา (Agoda) ที่มีศักยภาพเฉพาะการเข้าถึงเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่

ฉะนั้น หากสร้างประตู (Gate Way) ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยในการเข้าถึงตลาดออนไลน์ ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการ และผู้จำหน่ายสินค้า และบริการของไทยได้ใช้ช่องทางโปรโมทตัวเอง โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังจับมือกับสถานีบริการน้ำมันปตท. ที่มีสาขามากที่สุดในไทย โดยจะใช้สถานีบริการน้ำมันเป็น “จุดเชื่อมต่อ” วางจำหน่ายสินค้า ของดีประจำท้องถิ่นในแต่ละแห่ง

“ปั๊มน้ำมันถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่ให้ข้อมูล ของดี ของเด่น แหล่งท่องเที่ยวประจำพื้นที่ให้คนได้ตัดสินใจได้”

ขณะที่แคมเปญโปรโมทปลุกให้คนไทยหันมาเที่ยวภายในประเทศ เช่น แคมเปญ “เขาเล่าว่า...” ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องราว เล่าขานสืบต่อกันมาของที่มาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆในไทย

เช่น เรื่องราวของสะพานซูตองเป้ จ.แม่ฮ่องสอน อายุเพียง 7 ปี แต่มีเรื่องราวน่าสนใจถูกเรียกว่า “สะพานแห่งความสำเร็จ” เป็นสะพานไม้เกิดขึ้นจากแรงศรัทธาของชาวบ้านเสียสละเสาบ้านของตัวเองมาสร้างสะพานเชื่อมทางเดินไปยังวัด เพราะศรัทธาในบารมีของเจ้าอาวาสจนเกิดเรื่องเล่าขานถึงผู้ที่เดินข้ามสะพานด้วยแรงศรัทธาและแรงอธิษฐาน จะค้นพบกับความสำเร็จดังคำอธิษฐาน

แคมเปญที่ถูกและโดนใจคนไทย เพราะสังคมไทยเต็มไปด้วยแรงศรัทธาและความเชื่อในพระพุทธศาสนา เห็นได้จากปีใหม่ที่ผ่านมา มีวัดจัด “สวดมนต์ข้ามปี” มากถึง 22,000 วัด

กระทั่งทำให้สะพานเหล่านี้ดึงดูดนักท่องเที่ยว ในขณะที่พระ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสสอนให้เด็กในชุมชน ทำพวงกุญแจ จำหน่ายเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว กลายเป็น “จุดสตาร์ท”  ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้สู่ชุมชน เป็นต้น

ล่าสุดยังได้ลงนามความร่วมมือให้ “องค์กรธุรกิจ” 7-8 หมื่นองค์กร จัดประชุมสัมมนาในประเทศ หนุนการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศ 5-10 % ในปีนี้ ดันเงินสะพัดไทยเที่ยวไทย แตะ 8.9-9.3 แสนล้านปีนี้

---------------------------

"ขายความต่าง-เรื่องเล่า"

จุดขายเที่ยวไทย

อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) มองถึงการกระจายรายได้สู่ชุมชน ด้วยการท่องเที่ยว ว่ามีบทบาทสูงในการพัฒนาให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมเยียนท้องถิ่น และเกิดการอุดหนุนสินค้าและบริการ เช่น สินค้าเกษตร และโฮมสเตย์ เพื่อสร้างให้ชุมชนเข็มแข็ง เป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานราก

โดยปัจจุบันมีชุมชนเข้มแข็งกระจายตัวอยู่จำนวนมากในประเทศไทย เพียงแต่ยังขาดกรต่อยอดและการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้ชัดเจน ด้วยการกระตุ้นผ่านแคมเปญการตลาด 

“กลุ่มเป้าหมายหลักส่วนหนึ่งน่าจะเป็นคนไทยที่เคยไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในหัวเมืองใหญ่ๆ แล้วก็หันไปท่องเที่ยวในพื้นที่ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ไม่แพ้กัน”

อิทธิฤทธิ์ ยังระบุว่า จุดแข็งของเมืองไทยอยู่ที่ “ความแตกต่าง” ทางวัฒนธรรมในแต่ละชุมชน จึงยังเป็นโอกาสที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เพิ่มขึ้นได้ ประมาณ 10% เพราะที่ผ่านมานักท่องเที่ยวยังกระจุกตัวตามหัวเมืองใหญ่ๆ ถึง 50% จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวได้ 

“ความโดดเด่นทางอัตลักษณ์และวัฒนธรรมที่แตกต่าง เป็นจุดขายที่ชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาค้นหา ขณะที่เทรนด์การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมก็เติบโตขึ้นทุกปี”

ทั้งนี้สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯในแต่ละจังหวัด จะมีบทบาทในการคัดเลือก “แหล่งท่องเที่ยวชุมชนนำร่อง” เพื่อขยับให้ชุมชนเหล่านี้ขึ้นมาเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ผ่านกิจกรรมการตลาด

วิชัย อัศรัสกร รองประธานหอการค้าไทย หนึ่งในคณะทำงานประชารัฐด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว มองว่า การท่องเที่ยวชุมชน จะเป็นตัวนำในการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยถือเป็นโมเดลที่ใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวนำ สร้างรายได้สู่ชุมาชนผ่านการจำหน่ายสินค้า เช่น โอทอป ที่ญี่ปุ่นใช้โมเดลนี้จนประสบความสำเร็จ

ดังนั้นภาครัฐจึงต้องคิด “ต่อยอด” พัฒนาชุมชนด้วยการดึงศักยภาพและความโดดเด่นในพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งการท่องเ่ที่ยวและการสร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นจุดขายด้านอัตลักษณ์สินค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสถานที่พักโฮมสเตย์ เป็นต้น เพื่อตอบโจทย์ใน 3 ด้าน คือ ลดความเหลื่อมล้ำ จากการกระจายรายได้ เพิ่มผลผลิตสินค้า และพัฒนาการตลาดให้กับชุมชน

มีการพัฒนาคน โดยการถ่ายโอนองค์ความรู้จากภาคเอกชน และ พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

วิธีการทำงานจะเน้นการกระจายอำนาจในแนวนอน โดยไม่เข้าไปคิดแทน แต่จะส่งเสริมให้ชุมชนได้คิดและหาวิธีพัฒนาท้องถิ่น โดยภาคเอกชนและภาครัฐ จะไปช่วยสนับสนุน ในการสร้างความพร้อมด้านสาธารณูปโภค และองค์ความรู้

“โครงการที่เกิดขึ้นต้องเป็นไปตามความต้องการของพื้นที่ บางแห่งต้องการพัฒนาด้านการผลิต เช่น ต้องการกสิกรรม หมูหลุม เกษตรอินทรีย์ บางแห่งต้องกาพัฒนาด้านการตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ และการตลาด”

ขณะที่เป้าหมายการดำเนินงานจะเป็นแบ่ง 3 ระยะ คือ 

ระยะสั้น การค้นหาโมเดลความสำเร็จ โดยการเข้าไปขยายผลในชุมชนที่โดดเด่นเป็นต้นแบบ ภายใน 6เดือน-1 ปี 

ระยะกลาง คือ การต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ชุมชนอื่นๆ 

และระยะยาว คือ การเพิ่มประสิทธิภาพให้มีหลากหลายชุมชนดำเนินการเช่นนี้ จนกระทั่งสามารถนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงผลิตผล สร้างรายได้

------------------------------------

การตลาดไฟไหม้ฟาง

สู่..ท่องเที่ยวยั่งยืน

โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ประธานบริหารด้านสร้างสรรค์กลยุทธ์และนวัตกรรม Y&R ประเทศไทย เผยถึงผลสำรวจนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยว่า มีสัดส่วนการเดินทางซ้ำ 70-90% ถือเป็นอัตราที่สูงมาก โดยเหตุผลที่เดินทางกลับมาอีก เนื่องจากชื่นชอบในอัตลักษณ์ วัฒนธรรมไทย สะท้อนให้เห็นว่า นี่คือจุดขายที่มี “เสน่ห์” ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขาด คือ “การกระตุ้นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ” ให้เข้ามาสัมผัสเมืองไทยมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพ มีพลังในการใช้จ่ายเพื่อ “ซื้อความสุข”จากการท่องเที่ยว

ขณะที่การโปรโมทการท่องเที่ยว 1 ตำบล 1 แหล่งท่องเที่ยว ยังมีสิ่งที่น่าห่วง คือ การเกิดขึ้นของแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ขาดการบริหารจัดการ ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นในที่สุด อย่างบทเรียนที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ผ่านมา บางแห่งกรูกันไปเที่ยวจนล้นทะลักยากแก่การจัดการ จนเปลี่ยนวิถีชีวิตและเสน่ห์ อัตลักษณ์ของชุมชน หรือสิ่งที่เกิดขึ้นที่ภูทับเบิก ที่รถติดถึง 10 ชั่วโมง เป็นการสะท้อนถึงการขาดการบริหารจัดการ ในที่สุดชุมชนเห็นรายได้จากการท่องเที่ยว ก็เปลี่ยนจากปลูกผักหันไปทำรีสอร์ท ที่พัก จนขาดเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยว ขณะที่ประสบการณ์รถติดหฤโหดก็อาจจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากกลับไปเยือนอีกครั้ง

ดังนั้นแนวคิดดี เพียงแต่จะต้องพัฒนายกระดับชุมชนนำร่อง (Pilot Project) ขึ้นมาเป็นต้นแบบก่อนในชุมชนที่มีความพร้อมรองรับและมีการบริหารจัดการตัวเองได้ ชุมชนมีใจรักท้องถิ่นมีภูมิคุ้มกันต่อกระแสภายนอก

“ไม่ควรส่งเสริมท้องถิ่นแบบใช้การตลาดแบบไฟไหม้ฟาง และสร้างปัญหาในระยะยาว ดังนั้นต้องเอามาชำแหละดีๆถึงผลดีผลเสียของแต่ละท้องถิ่นเมื่อมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หาคนรับผิดชอบ รับฟังท้องถิ่นเป็นหลัก เพื่อให้คนอยากเข้าไปสัมผัสได้คนรักและหวงแหนท้องถิ่น"

หลักการสำคัญของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนจึงอยู่ที่การบริหารจัดการคุณภาพ โดย “แยกส่วน” ระหว่างพื้นที่รองรับทัวร์ขนาดใหญ่ได้ พื้นที่ที่ต้องคงอัตลักษณ์ดั้งเดิม พื้นที่แสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น 

ควรใช้ กลยุทธ์ "คิดรอบด้านเป็นตัวนำ" ไม่ใช่ใช้ไอเดีย เป็นตัวนำ

ปัญหาที่ผ่านมาแหล่งท่องเที่ยวของไทย มีประสิทธิภาพและมีคุณค่า แต่ขาดการบริหารจัดการ ด้านซัพพลาย ทำให้เกิดคุณค่าเพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ (High Value Traveler) ยอมจ่ายในราคาสูงโดยไม่มีการแข่งขันด้านราคา ดังนั้นจึงต้องมีการบริหารจัดการ ราคา ผลิตภัณฑ์และคุณค่าให้สอดคล้องกันกับภาพลักษณ์ให้คนยอมจ่ายแพง

“เราอยากให้คนมาซื้อของแพงก็ต้องรู้จักทำตัวแพง อย่างมีคุณค่า จึงต้องบริหารสินค้าที่มีให้เย้ายวนมีคุณค่า แม้ราคาสูงแต่คนก็พร้อมยอมจ่ายจึงต้องมีวิธีการบริการจัดการการตลาด อย่างละเอียดอ่อน ทั้งสินค้าและบริการ โดยการแบ่งเป็นคลัสเตอร์ “

สิ่งสำคัญที่สุด คือ การทำการบ้าน เข้าใจความต้องการในแต่ละตลาด ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย จากนั้นจึงนำแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ไปเชื่อมโยง โดยการสร้างอัตลักษณ์ให้ชัดถึงแบรนด์ดิ้งของแต่ละชุมชน จุดขาย ค้นหาพลังของความแตกต่าง (Energy of differentiation) ที่กระจายตัวอยู่ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อที่จะสร้างมูลค่าและคุณค่าให้ชัดเจน (command value) ทั้งความโดดเด่นทางวัฒนธรรม