โครงสร้างกำไรของตลาดหุ้นแตกต่างจากโครงสร้างเศรษฐกิจ
โดยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2005-9M15) โครงสร้างกำไรของตลาดหุ้นไทย (SET) มาจาก 3 กลุ่มหลัก คือ พลังงาน, ธนาคารพาณิชย์ และสื่อสาร คิดเป็น 52-65% ของกำไรสุทธิตลาดรวม แต่ทั้งสามกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีสัดส่วนในจีดีพีไทยทางตรงประมาณ 20% ทำให้ความสัมพันธ์ของตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจมาก แต่จะมีความเกี่ยวโยงกับกำไรสุทธิของตลาดและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักดังกล่าวข้างต้นมากกว่า
กลุ่มพลังงาน ปี 2016 ยังมีความท้าทาย ได้แก่ 1) ค่าการกลั่น (ไม่รวมผลกำไร/ขาดทุนจากสต็อก) มีโอกาสอ่อนตัวลงในปี 2016 เพราะมีกำลังการผลิตโรงกลั่นใหม่เข้ามา, 2) การอ่อนตัวต่อเนื่องของราคาน้ำมันทำให้ยังมีความเสี่ยงจากผลขาดทุนในสต็อก และราคาน้ำมันดิบที่ต่ำทำให้อัตรากำไรของบริษัทสำรวจและผลิตน้ำมัน&ก๊าซลดลง และ 3) เงินบาทในทิศทางอ่อนค่าส่งผลให้มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ดี เชื่อว่าผลประกอบการกลุ่มพลังงานในปี 2016 จะดีกว่าปี 2015 ซึ่งเป็นฐานกำไรที่ต่ำมาก กลยุทธ์ : ซื้อจังหวะอ่อนตัว หุ้นเด่น IRPC, TOP
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ปี 2016 มีปัจจัยกดดันจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และการตั้งสำรองฯสูง ต่อเนื่องจาก 2 ปีก่อน รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อใหม่ยังต้องระมัดระวังสูงทำให้การขยายตัวของสินเชื่อจะไม่มาก และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโตในอัตราที่ไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารมีความมั่นคงสูง และ Book Value/Share เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง และจ่ายปันผลให้อย่างสม่ำเสมอ หุ้น Top Pick เป็น KBANK รองลงมาเป็น TCAP (ปันผลสูง)
กลุ่มสื่อสารปี 2016 จะมีการแข่งขันสูงมาก เพราะมีผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่คือ JAS เข้ามา ขณะที่ ADVANC สูญเสียคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ไปให้ JAS และ TRUE และการเช่าโครงข่าย & อุปกรณ์ และแบนด์วิธจาก TOT เพิ่ม มีค่าใช้จ่ายถึง 1 หมื่นล้านบาท/ปี ขณะที่ DTAC แพ้ประมูลใบอนุญาต 4G ทั้งย่าน 1800 และ 900 MHz ทำให้ความมั่นคงเรื่องกำลังรองรับการบริการต่ำลง โดยรวมคาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มสื่อสารปี 2016 จะลดลง เพราะค่าตัดจำหน่ายใบอนุญาต 4G ต่อปีที่สูง (ย่าน 1800 MHz ตัดจำหน่ายปีละประมาณ 3 พันล้านบาท และย่าน 900 MHz ตัดจำหน่ายปีละประมาณ 5 พันล้านบาท) คาดว่าหุ้นที่ยังจ่ายปันผลสูงได้อย่างโดดเด่น คือ ADVANC และ INTUCH






