'สองหุ้นใหญ่' บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ ตะลุย 'ธุรกิจใหม่แกะกล่อง' อาศัยจังหวะผู้ผลิตแผงโซล่าเมืองจีนย้ายฐานมาไทย
'ปี 2559 เราจะรุก '2 ธุรกิจใหม่' ด้วยการอาศัยจังหวะที่ผู้ผลิตยางรถยนต์ และผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์ ประเทศจีน ย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทย หลังประสบปัญหา Anti-dumping และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน งานใหม่ชิ้นนี้จะขึ้นแท่นเรื่องเด่นในอนาคต'
'อารยา คงสุนทร' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ 'ชูเดช คงสุนทร' กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ หรือ WICE ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแบบครบวงจร พูดเกริ่นแผนธุรกิจปี 2559 กับ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week'
ตลอดปี 2558 บริษัทต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจในและนอกประเทศชะลอตัว สะท้อนผ่านผลประกอบการในช่วง 9 เดือนของปี 2558 ที่ปรับตัวลดลง หลังธุรกิจการจัดการขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศ (Air Freight)
ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ธุรกิจหลักของบริษัท ประสบปัญหา 'รายได้หดตัวเฉลี่ย 25-30%' หลังตลาดส่งออกซบเซา ตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย และสูญเสียมาร์เก็ตแชร์ให้ตลาดขนส่งทางรถยนต์
ปัจจุบันบริษัทมีรายได้หลักมาจาก 1.ธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเล หรือ Sea Freight 2.ธุรกิจให้บริการด้านพิธีการศุลากรและการขนส่งสินค้าในประเทศ หรือ Customs Broker and Transport 3.ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศ หรือTransport และ4.ธุรกิจการจัดการขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศ หรือ Air Freight
สำหรับลูกค้าหลักของบริษัท นำทีมโดย กลุ่มแถบเอเชีย คิดเป็นสัดส่วน 50% เช่น ญี่ปุ่น ออสเตเรีย สิงคโปร์ และจีน รองลงมาเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา คิดเป็นสัดส่วน 40% และแถบยุโรปเฉลี่ย 10%
ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทดำเนินธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์,ยานยนต์,อาหารกระป๋อง,วัสดุก่อสร้าง และกลุ่มอื่นๆ เช่น พลาสติก เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วน 30% 20 % และ 25% ตามลำดับ ทว่าบริษัทเชื่อว่า ในอนาคตอุตสาหกรรมยางรถยนต์และโซล่าเซลล์จะเป็นกลุ่มลูกค้า 'ดาวรุ่ง' ตัวต่อไป
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เล่าว่า แม้บริษัทจะเพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เพียง 6 เดือน (28 ก.ค. 2558) แต่เราสองคนอยู่ในแวดวงโลจิสติกส์มานานหลายสิบปี ฉะนั้นย่อมอ่านเกมขาดว่า
'ธุรกิจใดจะเป็นตัวทำเงินท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้'
ทว่าเพื่อให้เข้ากับการย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทยของเหล่าผู้ประกอบการเมืองจีนในบางอุตสาหกรรมเมื่อปีก่อน บริษัทไม่รอช้ารีบตัดสินใจเปิดธุรกิจใหม่ เพื่อผลักดันสัดส่วนรายได้ในประเทศ จากระดับ 22% ในปี 2558 เป็น 35% ในปี 2559
แน่นอนว่า คงหนีไม่พ้นงานเกี่ยวเนื่องอย่าง 'ธุรกิจบริหารจัดการคลังสินค้า' แม้จะเป็นงานที่บริษัทไม่เคยเข้าไปทำมาก่อน เพราะใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงมาก แต่เมื่อโอกาสมาเยือน ก็ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ ที่ผ่านมาลูกค้าถามหางานประเภทนี้จากเราไม่ขาดปาก
'งานบริหารคลังสินค้าจะทำให้องค์กรมีความครบวงจรมากขึ้น'
งานชิ้นแรกที่บริษัทเซ็นสัญญากับลูกค้าไปแล้ว เมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา หลังพันธมิตรเมืองจีนแนะนำให้รู้จัก คือ 'บริหารจัดการคลังสินค้าและขนส่งสินค้า' ให้กับผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์ ประเทศจีน ระยะเวลา 1 ปี (พ.ย.2558-ต.ค.2559) ซึ่งลูกค้ารายนี้ได้ย้ายฐานการผลิตทั้งหมด จากเมืองจีนมาเมืองไทย หลังหนีปัญหา Anti-dumping
บริษัทจะจ่ายเงินค่าเช่าคลังสินค้า อำเภอแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พื้นที่ 13,000 ตารางเมตร มูลค่าปีละ 20 ล้านบาท (ไม่รวมค่าสาธารณูปโภคอีกเฉลี่ยปีละล้านบาท) เพื่อนำคลังดังกล่าวมาให้บริการลูกค้า ขณะเดียวกันบริษัทจะได้รับเงินค่าบริการจากลูกค้ารายดังกล่าวเฉลี่ย 50 ล้านบาท
ภายในไตรมาสแรกของปี 2559 บริษัทอาจได้รับงานเกี่ยวเนื่อง จากลูกค้ารายดังกล่าว หลังโรงงานของลูกค้าก่อสร้างแล้วเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศ และงานบริการด้านพิธีการศุลกากรและการขนส่งภายในประเทศ เป็นต้น เพราะผู้ผลิตแผงโซล่าเซลล์รายนี้ส่งออกสินค้าไปยังประเทศสหรัฐอเมริกามากถึงปีละ 3,000-4,000 ตู้ (หากเดินกำลังการผลิตเต็มที่) ดังนั้นเขาย่อมต้องการความครบวงจร
'หากไม่มีอะไรผิดพลาดอาจได้รับงานขนส่งภายในประเทศ จากลูกค้ารายนี้ คิดเป็นมูลค่าการให้บริการเฉลี่ย 20-30 ล้านบาทต่อปี จากนั้นอาจได้งานบริการด้านพิธีการศุลกากรเป็นงานต่อไป'
เธอ เล่าต่อว่า ตามแผนงานของธุรกิจบริหารจัดการคลังสินค้าและขนส่งสินค้า เราจะเดินหน้าหาลูกค้ารายใหม่ต่อไป ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ผลิตเมืองจีน 2-3 ราย คาดว่าในช่วงไตรมาส 2 ปี 2559 อาจได้ข้อสรุปว่าจะได้รับงานประเภทใดมาดำเนินการก่อน
แต่แนวโน้มน่าจะเป็นงานรับจัดการขนส่งสินค้าในประเทศ และงานบริการด้านพิธีการศุลกากรจากผู้ประกอบการรายหนึ่ง และอาจได้รับงานขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากผู้ผลิตอีกรายหนึ่ง
จริงๆแล้วที่ผ่านมา บริษัทได้เข้าไปชิมลางทำงานขนส่งสินค้าระหว่างประเทศให้ลูกค้าที่กำลังเจรจาอยู่รายหนึ่ง แต่ปริมาณการขนส่งสินค้ายังไม่มากเฉลี่ย 300 ตู้ต่อปี เพราะดีลผ่านเอเยนต์ ซึ่งเราหวังว่าจะได้รับงานขนส่งสินค้าเพิ่มเติมอีก 'เท่าตัว' ซึ่งเขาส่งออกสินค้าปีละพันกว่าตู้
เมื่อถามถึงเป้าหมายรายได้ในปี 2559? อารยา ตอบว่า อยากเห็นรายได้ขึ้นมายืนระดับ 900 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 20% จากปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากฐานลูกค้าเดิม 600 ล้านบาท งานต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิม 250 ล้านบาท และงานจากธุรกิจบริหารคลังสินค้า (ธุรกิจใหม่) ประมาณ 70-80 ล้านบาท โดยงานใหม่จะคิดเป็นสัดส่วน 25% ในกลุ่มรายได้ขนส่งสินค้าในประเทศ ซึ่งในอนาคตสัดส่วนต้องขึ้นไปยืนระดับ 25-30%
ผู้บริหารหญิง ฉายภาพต่อว่า นอกจากบริษัทจะเช่าคลังสินค้าให้ลูกค้าแล้ว ล่าสุดยังเตรียมจะเข้าไปบริหารคลังสินค้าให้กับผู้ส่งออกกระจกรายใหญ่ แถบยุโรป ขนาดพื้นที่ 8,000 ตารางเมตร อายุสัญญา 3 ปี มูลค่าการให้บริการเฉลี่ย 30 ล้านบาทต่อปี
ก่อนหน้านี้ลูกค้ารายดังกล่าวเคยให้บริษัทอื่นเข้ามาบริหารคลังสินค้า แต่เมื่อหมดสัญญา เขาก็มาว่างจ้างเราให้ดำเนินการต่อ ล่าสุดอยู่ระหว่างเตรียมการ คาดว่าจะเข้าดำเนินการบริหารคลังสินค้าได้ในเดือนพ.ค.2559 แน่นอนว่า เราคงไม่หวังจะบริหารคลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการงานอื่นๆเพิ่มเติมด้วย 'ขาเข้ามาแล้วข้างหนึ่ง ก็ต้องหาวิธีนำอีกข้างเข้ามาให้ได้' เธอ พูดเปรียบเปรย
'งานบริหารคลังสินค้ามีอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 10-15% แต่ต้องเป็นการบริหารสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา'
เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการสร้างคลังสินค้าเป็นของตัวเอง? 'ชูเดช คงสุนทร' กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ รับอาสาอธิบายต่อว่า แม้วันนี้เราจะหันมาเช่าคลังสินค้า เพื่อให้บริการลูกค้า แต่ยังไม่คิดล้มแผนสร้างคลังสินค้าที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ขนาดที่ดิน 10 ไร่ พื้นที่ 8,000-9,000 ตารางเมตร
'เพียงแต่มูลค่าการลงทุนอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น จาก 150 ล้านบาท เป็นประมาณ 200 ล้านบาท'
เนื่องจากราคาที่ดินแถวแหลมฉบังปรับตัวสูงขึ้นกว่า 5 ล้านบาทต่อไร่ ขณะเดียวกันเราได้ปรับขนาดคลังสินค้าเป็น 9,000-10,000 ตารางเมตร ซึ่งต้องใช้ที่ดินประมาณ 15-20 ไร่ ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจาซื้อที่ดิน หากไม่มีอะไรผิดพลาดกลางปีนี้จะได้ข้อสรุปเรื่องที่ดิน และภายในไตรมาสแรกของปี 2560 งานก่อสร้างอาจแล้วเสร็จ
'คลังสินค้ายังไม่เสร็จ แต่ลูกค้ามายืนหน้าบ้านแล้ว เราก็ต้องงัดแผนสำรองออกมาใช้ก่อน ไม่เช่นนั้นลูกค้าก็หลุดมือ วันนี้คลังสินค้าในแหลมฉบังเหลือให้เช่าค่อนข้างมาก หลังเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้เหลือที่ว่างอยู่เยอะ'
เจ้าของคติพจน์ 'ทำงานไม่ต้องการเพียงแค่ให้เสร็จ แต่ต้องทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย' วิเคราะห์ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่า การขนส่งสินค้าข้ามแดนเริ่มคึกคัก หลากหลายสินค้าหันมาใช้บริการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุก หรือรถเทเลอร์ โดยเฉพาะสินค้าคอนซูมเมอร์
หลังใช้เวลาขนส่งสินค้าเพียง 3-4 วัน ตรงข้ามกับการขนส่งทางเรือที่ใช้เวลานานมากถึง 7-10 วัน ขณะเดียวกันต้นทุนการขนส่งยังถูกกว่ามาก แถมไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายสินค้าหลายจุดเหมือนขนส่งทางเรือหรือทางอากาศ เพราะสามารถวิ่งตรงถึงผู้ประกอบการได้ทันที ฉะนั้นเมื่อเจ้าของสินค้าเริ่มนิยม เราก็ต้องมองๆงานแบบนี้ไว้บ้าง
'ในอดีตเคยชิมลางงานนี้แล้ว ซึ่งให้กำไรขั้นต้นสูงถึง 20-25%'
สองหุ้นใหญ่ ทิ้งท้ายว่า หลายคนคงสงสัยว่า แผนงานมากมาย บริษัทจะนำเงินลงทุนมาจากแหล่งไหน ก่อนหน้านี้เราได้เงินจากการขายหุ้นไอพีโอมาประมาณ 315 ล้านบาท ที่ผ่านมาใช้ลงทุนเรื่องระบบไอที 10 ล้านบาท ซื้อรถเทรลเลอร์บวกหาง 5 ยูนิต มูลค่า 20 ล้านบาท
รวมถึงขยายลานรถที่แหลมฉบังเพิ่มเติมอีก 4,000 ตารางเมตร ส่งผลให้มีพื้นที่ลานรถทั้งสิ้น 10,000 ตารางเมตร มูลค่าลงทุน 4-5 ล้านบาท เป็นต้น เท่ากับว่า เงินลงทุนของเรายังเหลืออีกมาก ขณะเดียวกันยังมีกระแสเงินสดอยู่ในมือจำนวนหนึ่ง ที่สำคัญยังสามารถกู้เงินแบงก์ได้อีก เพราะอัตราหนี้สินต่อทุน หรือ D/E อยู่ต่ำเพียง 0.17 เท่า
'อนาคตเราต้องการขยายคลังสินค้าย่านบางนา เพื่อเจาะลูกค้ากรุงเทพและปริมณฑล ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าคอมซูมเมอร์ และจะซื้อรถยกมือสองอีก 1 คัน มูลค่า 4 ล้านบาท จากเดิมที่เราเช่ารถคนอื่นมาดำเนินการ ซึ่งจะทำให้กำไรของบริษัทดีขึ้น'
บางเรื่องยังอยู่ในช่วงของการเจรจา อาจเกิดหรือไม่เกิด ถ้าเคาะแล้วจะรีบเล่าให้ฟัง' นายหญิงใหญ่ ทิ้งท้ายบทสนทนา





