วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SCC - ซื้อ

เข้าสู่ช่วงชะลอตัวในระยะสั้น

ประเด็นการลงทุน

เราเชื่อว่าตลาดกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับแนวโน้มผลประกอบการของ SCC ผลประกอบการในไตรมาส 4/58 น่าจะยังคงดี และแม้ว่าเราจะปรับลดผลประกอบการปี 2559 ลง 12% และปรับลดราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ลงเหลือ 575 บาท (จาก 630 บาท) เพื่อสะท้อนแนวโน้มที่อ่อนตัวลง แต่ราคาซื้อขายของ SCC ยังคงน่าสนใจ ปัจจุบันซื้อขายกันที่ PER ปี 2559 ที่ 11 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวที่ 13 เท่า อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าบริษัทจะมีผลประกอบการที่อ่อนตัวในครึ่งแรกของปี 2559 ดังนั้นสำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น เราแนะนำให้รอจนถึงช่วงกลางปี 2559 ก่อนที่จะเข้าซื้อหรือเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น

ประมาณการงบไตรมาส 4/58

เราคาด SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/58 ที่ 9.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY และ 6% QoQ การเพิ่มขึ้น YoY เนื่องจากผลประกอบการของธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่ง ซึ่งน่าจะสามารถช่วยหักกลบผลประกอบการของธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและธุรกิจกระดาษที่อ่อนตัวลงได้ ส่วนการเพิ่มขึ้น QoQ นั้นจะมาจากรายได้เงินปันผลจากการลงทุนและการขาดทุนสินค้าคงคลังที่ลดลง เราคาด SCC จะจ่ายปันผลที่ 7.5 บาท/หุ้นสำหรับผลประกอบการในครึ่งปีหลังของปี 2558

คาดธุรกิจปิโตรเคมียังคงหนุนกำไรไตรมาส 4/58

ส่วนต่างราคา HDPE-แนพทาเฉลี่ยอยู่ที่ 710 เหรียญดอลลาร์/ตัน ในไตรมาส 4/58 ลดลงจาก 774 เหรียญดอลลาร์ในไตรมาส 3/58 และ 801 เหรียญดอลลาร์/ตันในไตรมาส 4/57 ในขณะที่ส่วนต่างราคา PP-แนพทา เฉลี่ยอยู่ที่ 554 เหรียญดอลลาร์/ตันในไตรมาส 4/58 ลดลงจาก 672 เหรียญดอลลาร์/ตันในไตรมาส 3/58 และ 818 เหรียญดอลาร์/ตันในไตรมาส 4/57 แม้ว่า ส่วนต่างราคา HDPE และ PP ลดลงทั้ง YoY และ QoQ และยังมีการปิดโรงงาน Chandra Asri ในอินโดนีเซียทั้งไตรมาส แต่การขาดทุนจากสินค้าคงคลังที่ลดลง (900 บาทในไตรมาส 4/58 เทียบกับ 2.96 พันล้านบาทในไตรมาส 4/57) และต้นทุนการผลิตที่ลดลงตามราคาพลังงานที่ลดลงน่าจะช่วยหนุนให้กำไรของธุรกิจปิโตรเคมีเติบโตมากกว่า 70% YoY ที่ 6 พันล้านบาทในไตรมาส 4/58

อีกหนึ่งไตรมาสที่ไม่สดใสของธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

ความต้องการใช้ซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้นจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถผลักดันอุปสงค์ของซีเมนต์ในประเทศให้กลับมาขยายตัวได้ในไตรมาส 4/58 โดยเราคาดอุปสงค์ของซีเมนต์ในประเทศลดลง 0.5% YoY ในไตรมาส 4/58 และปี 2558 ต่ำกว่าที่บริษัทคาดการณ์ว่าทรงตัวเล็กน้อย ราคาขายภายในประเทศน่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1,850-1,900 บาท/ตันใน ไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตามปัจจัยหลักที่ฉุดให้ผลประกอบการของธุรกิจซีเมนต์-วัสดุก่อสร้างลดลงไม่ใช่ธุรกิจซีเมนต์ในประเทศ แต่เป็นค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาของโรงงานซีเมต์ใหม่ในกัมพูชาและอินโดนีเซียและผลประกอบการที่อ่อนตัวของธุรกิจวัสดุก่อสร้างอันเนื่องมาจากการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศ เราคาดกำไรของธุรกิจซีเมนต์-วัสดุก่อสร้างลดลง 41% YoY ที่ 1.5 พันล้านบาทในไตรมาส 4/58

คาดผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2559 อ่อนตัว

ส่วนต่างราคาHDPE-แนพทาดูเหมือนจะแตะระดับสูงสุดไปแล้ว ในขณะที่ส่วนต่างราคา PP-แนพทาน่าจะอ่อนตัวลงมากกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากปริมาณอุปทานใหม่ที่เพิ่มขึ้น กำไรของธุรกิจซีเมนต์-วัสดุก่อสร้างน่าจะยังคงถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาของโรงงานซีเมนต์แห่งใหม่ การเพิ่มขึ้นของอุปทานซีเมนต์ในประเทศและการอ่อนตัวของอุปสงค์ของวัสดุก่อสร้าง