วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไออาร์พีซี'ลุยตลาดอาเซียน ลดเสี่ยงส่งออกตลาดจีน

"ไออาร์พีซี" เดินหน้าลุยตลาดอาเซียนหลังเปิดเออีซี ลดความเสี่ยงการส่งออกไปจีน ชี้แนวโน้มราคาน้ำมันดิบปีนี้อยู่ในเกณฑ์ต่ำ

นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าจีนจะประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ยังนับว่าเป็นภูมิภาคที่เติบโต โดยยังมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 6 ดังนั้น จึงยังมีความต้องการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นน้ำมันและปิโตรเคมีอัตราสูง เพื่อใช้ทั้งการบริโภคและการส่งออก แต่จีนพยายามลดการนำเข้าเม็ดพลาสติกโดยมีแนวโน้มผลิตในประเทศมากขึ้น ดังนั้น ทางบริษัทจึงได้ปรับแผนโดยลดสัดส่วนการส่งออกไปจีน จาก 3 ปีที่แล้วมีสัดส่วนร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 40 ในปัจจุบัน และเพิ่มการส่งออกไปตลาดเออีซีที่เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 4-5 ทดแทน โดยส่งออกไปอาเซียนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 20

“ผู้เชี่ยวมีการประเมินว่าจีดีพีโลกปีนี้จะขยายตัวมากกว่าปีก่อนร้อยละ 0.5 หรือขยายตัวประมาณร้อยละ 3 แต่อินเดีย/จีน แม้จะเติบโลง แต่จีดีพียังขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 6 และ 5 ประเทศขนาดใหญ่ในอาเซียนรวมถึงไทยมีจีดีพีเติบโตประมาณร้อยละ 4-5 ส่งผลให้ความต้องการปิโตรเคมีเติบโตระหว่างร้อยละ 2-7 ความต้องการน้ำมันจะโตกว่าร้อยละ 1 หรือประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรล/วัน จากความต้องการรวม 93ล้านบาร์เรล/วัน” นายสุกฤตย์ กล่าว

ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำปีนี้ จากกำลังผลิตของโลกที่เกินความต้องการเป็นผลดีทั้งผู้บริโภคและบริษัท เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงสัดส่วนร้อยละ 6 จะมีต้นทุนต่ำลง ประกอบกับในช่วง 3 ปีนับจากนี้ไม่มีกำลังกลั่นใหม่ในเอเชียเกิดขึ้น จึงส่งผลดีต่อบริษัท ทำให้คาดว่าค่าการกลั่นรวม (จีไอเอ็ม) ปีนี้สูงกว่าปี 2558 ที่คาดว่าจะได้ประมาณ 13-14 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยปีที่แล้วแม้ว่าอาจจะขาดทุนสตอกเกือบ 4,000 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดิบดูไบปิดสิ้นปีที่ 31.65 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากต้นปีอยู่ที่ 55 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ปีที่แล้วบริษัทยังมีกำไรสุทธิดีหลัง 3 ไตรมาสมีกำไร 8,900 ล้านบาท

นายสุกฤตย์ ย้ำว่าปีนี้กำไรดีกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากโครงการใหม่ คือ โครงการปรับปรุงคุณภาพการผลิตสู่ผลิตภัณฑ์สะอาด (ยูเอชวี) มูลค่า 34,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างทดลองเดินเครื่องและจะเสร็จไตรมาสแรกปีนี้ โดยจะส่งผลให้จีไอเอ็ม เพิ่มขึ้น 1-2 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล รวมทั้งการเริ่มโครงการเอเวอร์เรสต์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทุกด้านที่เริ่มจากปีที่แล้ว ทำให้ปีนี้มีมาร์จินเพิ่ม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทดแทนรายได้ ที่อาจจะลดลง เพราะการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและปิโตรเคมี 30 วันจะเกิดในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมปีนี้

นายสุกฤตย์ ยังกล่าวด้วยว่า การการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตรถยนต์ที่เน้นการประหยัดเชื้อเพลิง หันมาใช้ชิ้นส่วนปิโตรเคมีทดแทนเหล็กเป็นผลดีต่อบริษัท และในส่วนของการผลิตชิ้นส่วนเอบีเอส ล่าสุด บริษัท นิปปอน เอแอนด์แอล ผู้ร่วมลงทุนในบริษัทไออาร์พีซี เอแอนด์แอล ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตจาก 500,000 ตันในปีที่แล้วอีก 1 เท่าตัวภายใน 5 ปี เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียนและทดแทนพลาสติกเอบีเอสจากญี่ปุ่นที่มีต้นทุนสูง โดยนิปปอนฯ ขอเจรจาเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจากร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 49 ซึ่งไออาร์พีซี กำหนดเงื่อนไขว่าหากยอดขายสำเร็จตามเป้าหมายทางบริษัทก็พร้อมให้นิปปอนฯ ถือหุ้นเพิ่มโดยไออาร์พีซีพร้อมลดสัดส่วนถือหุ้นเหลือร้อยละ 51 จากปัจจุบันถืออยู่ร้อยละ 60