วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แรงขายเบาบางลง แกว่งกรอบ 1250-1275

สำหรับเป้าหมาย SET Index ปีนี้คือ 1525 จุด เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิคส์

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : แรงขายเบาบางลง แกว่งกรอบ 1250-1275

ตลาดไทยเมื่อวานนี้ปรับลงแรงตามตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาค หลังตลาดหุ้นจีนดิ่งลง 7% จากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ภายหลังที่ตัวเลขภาคอุตสาหกรรมการผลิตออกมาย่ำแย่ และค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงต่อ อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าแรงขายในตลาดหุ้นไทยจะเบาบางลงในวันนี้และแนวรับสำคัญ 1250 น่าจะเอาอยู่ เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวร้ายทั้งเรื่องราคาน้ำมันอ่อนแอ และตัวเลขเศรษฐกิจจีนค่อนข้างมากแล้ว แนะนำเก็บสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลง โดยเฉพาะเมื่อใกล้ 1250 จุดซึ่งระดับนี้ตลาดไทยให้ผลตอบแทน (Earnings yield gap) สูงถึง 5% มากกว่าค่าเฉลี่ยที่ 4% ในอดีตและถือเป็นระดับที่น่าสนใจเข้าลงทุน

แนวรับ/แนวต้าน : 1250/1300 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 30% : พอร์ตหุ้น 70%

กลยุทธ์ : สำหรับเป้าหมาย SET Index ปีนี้คือ 1525 จุด เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิคส์ ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว

นักลงทุนระยะสั้น : SVI(6.20), ORI (15)

SVI(6.20) งบ Q3 ออกมาดีแล้ว ต่อไปงบ Q4 จะเข้าสู่ช่วงพีค ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ส่งออกง่ายขึ้นและไม่ส่งออกไปจีน ทำให้ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมีค่อนข้างน้อยต่อ SVI ส่วนปีนี้จะเดินเครื่องผลิตได้เต็มที่เหมือนก่อนช่วงไฟไหม้ ประกอบกับ demand จากยุโรปยังแข็งแกร่งอยู่และปีหน้าจะได้ลูกค้าใหม่จากอเมริกามา 6 ราย เป็นรายได้เสริมถึง 1,200 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรมีโอกาสจะโตถึง 32%ในปีหน้า เเถม PE ของSVI ปัจจุบัน 11.6 เท่า ถูกกว่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 12.6 เท่าด้วย

ORI (15) แนะนำเอาไว้เล่นสั้น ลงซื้อ ขึ้นขาย คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐที่จะทำให้มีการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าและดีมานด์คอนโด นอกจากนี้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงช่วยหนุน sentiment ในปี 59 ทั้งนี้เป้ายอดขายพรีเซลอยู่ที่ 7 พันล้านบาท โตต่อเนื่องจากปี 58 โดยมีแผนเปิด 8-10 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 1 หมื่นล้าน ทำให้รายได้และกำไรเติบโตได้ต่อ และรายได้มีโอกาสแตะ 4 พันล้านบาท สูงขึ้นเท่าตัวจาก 2 พันล้านบาทในปี 58

นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (34)

SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้ Top pick ของเราเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC

CK (34) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปี 2559 (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการของบริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปี 2559 (4)Q3 & Q4 ของปี 2558 sale & earnings ไม่ค่อยดี แต่โครงการ mega projects จะชัดเจนมากขึ้นปี 2559 ทั้งการประมูลและการก่อสร้างจริง ดังนั้นช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ "สมคิด"สั่งคลังปรับโครงสร้างภาษี แก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำและหนุนเอสเอ็มอี ชี้คลังยังมีบทบาทสำคัญในปีนี้ ขณะสรรพากรจ่อยกเว้นภาษีเงินได้ บุคคลกลุ่มรายได้ไม่เกิน3 แสนต่อปี มีผลปี 2560 ย้ำไม่นิรโทษภาษีเอสเอ็มอี แค่ไม่ตรวจย้อนหลัง คาดดึงเอสเอ็มอีเข้าระบบเพิ่ม 30%

+ เอกชนค้าปลีก-ร้านอาหาร คาดธุรกิจปีนี้ยังคงแข่งเดือด ชิงกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว "เทสโก้ โลตัส" เดินหน้าอัดงบการตลาด ชูกลยุทธ์คุ้มค่า ด้าน "เซ็นทรัล" เน้นเสนอ นวัตกรรม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ขณะ "บาบีคิว พลาซ่า" คาดผู้เล่นรายใหม่ แตะเบรกการลงทุน ดูทิศทางตลาด

+ "ทีโอที-กสท" สบช่องสมรภูมิ 4 จี ระอุ เปิดทางเอกชนเช่าเสาโทรคม ระบุผู้ชนะประมูลคลื่น 900 "แจส" ขอเช่าเสาเบื้องต้น 1,300 แห่ง เชื่อการเจรจาได้ข้อยุติภายในเดือนนี้ ขณะที่ "ทีโอที" ผูกพันธมิตรกับ "เอไอเอส" ยาวทั้งเช่าเสาพร้อมทำเอ็มวีเอ็นโอ คลื่น 3 จี การันตีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน

+ ค้าปลีก เผยมาตรการลดหย่อนภาษีช๊อปปิ้งหรือ "ช๊อปช่วยชาติ" ดันยอดขายสินค้า ในช่วง 7 วันของมาตรการพุ่ง "บิ๊กซี" แจงยอดขายพุ่งจากช่วงปกติ 10-20% ด้านห้างฯภูธร "ศรีงามฯ" แจงลูกค้าองค์กรช้อปเพิ่มขึ้น ขณะ "ยูดี ทาวน์" ยอดขายเพิ่ม 18%

ปัจจัยต่างประเทศ 

- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,148.94 จุด ร่วงลง 276.09 จุด หรือ -1.58%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (4 ม.ค.) ซึ่งเป็นวันทำการวันแรกของปี 2559 หลังจากมีรายงานว่าภาคการผลิตของจีนหดตัวลงในเดือนธ.ค. ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนอาจจะฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก นอกจากนี้ สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบียยังส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และพากันหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้น

- ดัชนี FTSE 100 ปิดร่วงลง 148.89 จุด หรือ 2.39% แตะที่ 6,093.43 จุด ทำสถิติปรับตัวลดลงสูงที่สุดในวันแรกของการซื้อขายนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2543 เนื่องจากการร่วงลงอย่างหนักของตลาดหุ้นจีนได้กระตุ้นแรงเทขายตลอดทั้งตลาดหุ้นยุโรป

- ดัชนีนิกเกอิร่วงลง 582.73 จุด หรือ 3.06% ปิดที่ 18,450.98 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดในรอบราว 10 สัปดาห์ เพราะได้รับแรงกดดันจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดลบเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันทำการวันสุดท้ายของปี 2558 หลังจากมีรายงานว่าภาคการผลิตของจีนหดตัวลงในเดือน ธ.ค. ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

- สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือนก.พ.ขยับลง 28 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 36.76 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดขยับลงเมื่อคืนนี้ (4 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวภาวะอุปทานน้ำมันที่สูงเกินไป ส่วนสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่านนั้น ได้หนุนสัญญาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแข็งแกร่งในช่วงแรก ก่อนที่จะอ่อนแรงลงมาปิดตลาดในแดนลบ