วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สยาม เลิศลุมพลีพันธุ์’นักสร้างสมดุลแห่ง’แอลพีกรุ๊ป’

เกือบ2 ทศวรรษธุรกิจอสังหาฯแต่‘โลว์โปรไฟล์’ กำไรเงียบ ไม่กู้ลงทุนเองโตตามธรรมชาติ บนความสมดุลวิถีต่าง‘แอลพีกรุ๊ป’ ผู้นำ'สยาม เลิศลุมพลีพันธ์ุ

ท่ามกลางการแข่งขันสุดร้อนแรงของโครงการอสังหาริมทรัพย์ โซนกรุงเทพฯตะวันตก มีหนึ่งผู้เล่นที่ยืนหยัดในสนามนี้มากว่า 17 ปี พวกเขาคือ บริษัทแลนด์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป จำกัด หรือ “แอลพีกรุ๊ป” เจ้าของโครงการ “กิตติยา”  และล่าสุดกับ “เดอะ บาลานซ์” (THE BALANZ) ซึ่งเป็นที่รู้จักดีของคนย่านนั้น

แบรนด์ที่ทำตัว “โลว์โปรไฟล์” แต่เติบโตอย่างมั่นคง ที่สำคัญโตด้วยกำลังเงินของตัวเอง “ล้วนๆ” ไม่เคยกู้แบงก์ บางคนอาจปรามาสว่า เดินเกมธุรกิจแบบนี้มีแต่ชักช้า แต่พวกเขาก็มีเหตุผลที่เลือกทางนี้

“ที่ทำอสังหาฯ โดยไม่กู้แบงก์เลย เพราะเราเกิดจากการเห็นความล้มเหลวของโครงการที่กู้แบงก์มาก่อน เห็นความไม่พอดี ความเกินตัว จนเมื่อเกิดอะไรขึ้นมา ก็กลายเป็นโดมิโนที่ฉุดให้ล้มโดยทำอะไรไม่ได้เลย นี่อาจเป็นข้อดีของการที่เราอยู่กับธุรกิจที่ติดลบมาก่อน ทำให้มีมุมมองแบบนี้”

“สยาม เลิศลุมพลีพันธุ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป จำกัด วัย 40 ปี บอกเล่าที่มาของแนวคิดที่ดูจะแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นอยู่มาก หลังพ่อแม่ซึ่งทำธุรกิจผ้าอยู่พาหุรัดมากว่า 40 ปี ได้ไปร่วมหุ้นกับเพื่อนทำโครงการอสังหาฯ “ธนาสุข” 

ทว่าดันตรงกับปีวิกฤติ 2540 บริษัทไฟแนนซ์ที่หนุนเงินกู้อยู่ ถูกปิด ทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก สิ่งที่เหลืออยู่คือเศษซากโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ กับภาระหนี้ก้อนโตอีก 200 ล้านบาท! ผู้ถือหุ้นคนอื่นถอดใจไม่ทำต่อ แต่พ่อกับแม่เขาที่ถือหุ้นเพียง 10% กลับบอกว่า ต้องเคลียร์ปัญหาให้จบ 

เพื่อรับผิดชอบต่อความฝันของลูกค้า !

หนุ่มสยาม ทายาท 1 ใน 5 ที่เพิ่งคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 จากสาขาการเงินการธนาคาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ในวัย 21 ปี และไม่มีความรู้เรื่องอสังหาฯ หากกลับต้องมารับโจทย์ใหญ่ เคลียร์ปัญหาโครงการธนาสุข

“สภาพปัญหาในตอนนั้น ต้องนึกภาพโครงการที่คาราคาซัง สร้างยังไม่เสร็จ โครงการ 20 ไร่ 150 หลัง สร้างไปไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ บางหลังมีแต่เสาเข็มอยู่เลย สิ่งที่ผมต้องทำก่อนอื่นเลยคือ จัดการเคลียร์ปัญหาหนี้สิน เพราะถ้าไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้ได้ เราเดินหน้าต่อไม่ได้”

เขาบอกโจทย์ยาก และดูไม่ง่ายเลยสำหรับเด็กหนุ่มเพิ่งจบ..ว่าแต่จะเอาอะไรไปคุยกับเจ้าหนี้

“ตอนนั้นผมเจรจากับเจ้าหนี้ ตัดสินใจ Hair-cut (ตัดหนี้) เลย ไม่มีการผ่อน ผมบอก 200 ล้านนี้ จะจบกันอย่างไร เหมือนซื้อขาดเลย ส่วนหนึ่งเพราะผมค้าขายมาตั้งแต่เด็ก เลยมีมุมมองในการเจรจาต่อรอง ผมรู้ว่าเราควรจะยืนแข็งแค่ไหนในการที่จะต่อรอง ผลลัพธ์ก็คือ เราจ่ายคืนหนี้แค่ 10% คือ 20 ล้านบาท จาก 200 ล้านบาท แล้วปลอดจำนองหมด”

ทำไมเจ้าหนี้ถึงยอมลดหนี้ให้ขนาดนั้น เขาว่าคงเพราะในมุมของเจ้าหนี้ซึ่งเป็นต่างชาติ อาจมองว่าสินทรัพย์ก้อนนี้ด้อยค่า ขณะที่พวกเขาเองก็ไม่ใช่ประเภท “ไฮโปรไฟล์” เป็นแค่รายเล็กรายน้อย และตอนนั้นก็มีลูกหนี้อยู่ในลิสต์ให้เจรจาอีกมาก สู้เคลียร์ให้จบๆ ไป แล้วไปจัดการกับลูกหนี้รายใหญ่ คงดีกว่ามาเสียเวลากับพวกเขา

หลังเหตุการณ์นั้น คนนอกธุรกิจ เลยจับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการอสังหาฯ พวกเขาตัดสินใจตั้ง “แลนด์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป” ขึ้นในปี 2546 โดยทำโครงการแรกชื่อ “กิตติยา”การเริ่มใหม่ได้พี่ชาย“ชนะ” จบปริญญาโท MBA มาจากอเมริกา และเคยทำงานด้านอสังหาฯ ที่เมืองนอกมาก่อน กับน้องชาย “ปิติ” หนุ่มวิศวกร ที่จบโทด้าน การบริหารการผลิต (Production Management) จากเยอรมนี มาช่วยเติมเต็มจุดแข็ง 

พร้อมเดินหน้าธุรกิจด้วย “แนวคิดใหม่”

ลงทุนอสังหาฯ ด้วยเงินสด ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สยามบอกว่า ต้องเริ่มจากวิเคราะห์ต้นทุนและวิเคราะห์โครงการให้ละเอียด โดยทุกอย่างต้องอยู่พื้นฐานความเป็นจริงและไม่หลอกตัวเอง เขาว่า นี่ไม่ใช่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเพื่อขอกู้แบงก์ แต่พวกเขาทำเพื่อบอกกับตัวเองเท่านั้น ฉะนั้นทุกอย่างต้องอยู่บนหลักความจริง

ต่อมาคือต้องควบคุมให้เป็นไปตามแผน ไม่ว่าจะด้านการก่อสร้าง หรือการขาย และพยายามปรับอยู่ตลอด ไม่ชะล่าใจ ขณะที่ทุกฝ่ายในองค์กรต้องสื่อสารกันให้มาก ไม่ว่าจะเจอปัญหาเล็กหรือใหญ่ ก็ต้องให้รับรู้ร่วมกัน เพราะบางครั้งการแก้ปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแก้ แต่สามารถจัดการปัญหาร่วมกันได้

และแน่นอนถ้าเราควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามแผน “กระแสเงินสด” ย่อมไม่สะดุด

“เราต้องรู้จักคิดเผื่อ และเผื่อเดียวไม่พอ ต้องเผื่อหลายๆ เผื่อ ต้องรู้จักตั้งสมติฐานของคำว่า “ถ้า” ไว้มากๆ เมื่อเราเผื่อแบบนี้ไว้ แล้วยังมีความเป็นไปได้อยู่ ลงมือทำได้เลย เพราะมันสามารถยืดหยุ่น และแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้แล้ว และนี่คือกลยุทธ์การทำธุรกิจโดยไม่ต้องใช้เงินกู้”

คิดแบบนี้จะเสียเปรียบไหม เพราะทำให้ขยับตัวช้ากว่าคนอื่น เขารับว่า “ช้า” แต่เสียเปรียบไหมนั้น อยู่ที่มุมมอง

“ถ้าคุณมองว่า การแข่งขันคือการที่ต้องเอาชนะคนอื่น นั่นคือคุณเอาคนอื่นเป็น Benchmark ถูกไหม แต่กับเราไม่ใช่ เรามองว่า จะบริหารแอลพีกรุ๊ปอย่างไรให้โตแบบยั่งยืน มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อลูกค้า ต่อพนักงาน ฉะนั้นถ้าเราบริหารไม่ดี หรือมีความเสี่ยง แล้วถ้าเกิดปัญหาเหมือนปี 40 อีก เราจะรับผิดชอบต่อคนเหล่านี้อย่างไร เรามองในจุดนี้”

เขาว่า สำหรับหลายคน การชนะคนอื่นคือความสุข แต่สำหรับแอลพีกรุ๊ป “ชนะตัวเอง” นี่แหละสุขที่สุดแล้ว

พวกเขาบริหารธุรกิจโดยเชื่อในเรื่อง “หลักความสมดุล” ภาพสะท้อนนี้เห็นได้ชัด เมื่อการมาถึงของโครงการ “เดอะ บาลานซ์” แบรนด์น้องใหม่ที่ฉีกตัวเองจากกิตติยาซึ่งเน้นเจาะตลาดล่าง มาจับตลาดกลางเป็นครั้งแรก โดยได้น้องสะใภ้ “อริสรากรณ์ สัมมาพันธ์” นั่งตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ช่วยดูแลเรื่องตลาด

จากธุรกิจอนุรักษ์นิยม (Conservative) ต้องมาเปลี่ยนเกมรบใหม่ เพื่อรับกับการแข่งขันที่มากขึ้น โดยในปี 2559 จะเป็นปีแรกที่แอลพีกรุ๊ปเริ่มใช้เงินกู้จากธนาคาร กับโครงการ เดอะ บาลานซ์ ตรงพุทธมณฑลสาย 5 ที่มีมูลค่าโครงการแตะพันล้านบาทเป็นครั้งแรก และจะเป็นปีแรกเช่นกันที่จะบุกการตลาดอย่างจริงจัง ไม่เป็นแบรนด์โลว์โปรไฟล์อีกต่อไป

“การทำธุรกิจเราอาจ Conservative อย่างเรื่องการเงิน การลงทุน พวกนี้ แต่ในแง่การตลาดเราต้อง Aggressive (ดุดัน) มันคนละมุมมองกัน โดยการตลาดต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด เราต้องหาช่องที่เราจะแทรกได้ โดยที่คนอื่นเขาไม่มี ต้องมองให้ออก และทำให้เร็ว และทบทวนภาพอยู่ตลอดเวลา จากนี้ทุกอย่างจะสนุกขึ้น” เขาว่าอย่างนั้น

ความสนุกของโครงการที่จะงัดสารพัดจุดขายมามัดใจลูกค้า ตั้งแต่ใช้ชื่อ บาลานซ์ เพื่อนำเสนอความสมดุล โดยเป็นโครงการที่ ทำเลดี เดินทางสะดวก ไม่ไกลสิ่งอำนวยความสะดวก แต่สภาพในโครงการจะร่มรื่น และเป็นส่วนตัว มีพื้นที่คลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่ ฟังก์ชั่นบ้านที่เน้นพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น และจุดเด่นสำคัญคือการใช้ “อิฐมอญแดง” การันตีความแข็งแกร่งของตัวบ้าน สะท้อนความเป็นงาน “แฮนด์เมด” ไม่ใช่อุตสาหกรรม

เขาว่า ต้องให้ในสิ่งที่คนอื่นไม่มี และให้ชนิดที่แม้แต่รายใหญ่ทุนหนาก็มีให้ไม่ได้

สยามเป็นผู้นำตั้งแต่อายุยังน้อย เขาสร้างการยอมรับขึ้นมาได้อย่างไร เขาว่า ต้องเป็นผู้นำที่ทำเองเป็น เป็นนักปฏิบัติที่เก่ง ก่อนจะเป็นนักคิดที่ดีได้ ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เห็นอกเห็นใจ มีทัศนคติที่เป็นบวก ทั้งต่อโลกและเพื่อนมนุษย์ ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการทำงาน ขณะที่ผู้นำยุคใหม่ เขามองว่า นอกจากต้องรับมือในเชิงสถานการณ์ หรือการแข่งขันได้แล้ว จุดที่จำเป็นต้องมีร่วมกัน นั่นคือ มุมมอง หรือทัศนคติ ที่มีต่อสิ่งรอบตัว 

“คุณควรมีความรับผิดชอบต่อหลายๆ สิ่ง ไม่ว่าจะพนักงาน ประเทศ และสังคม ผมคิดว่า ผู้บริหารที่น่ายกย่อง นอกจากจะบริหารองค์กรได้ดีแล้ว ควรมีความคิดที่จะเผื่อแผ่ด้วย โลกวันนี้การแข่งขันสูงขึ้น ทุกคนก็อยากได้เปรียบ จนลืมมองคนที่เสียเปรียบไป คุณต้องรู้จักจัดสัดส่วนให้พอเหมาะ และสมดุล เราถึงจะได้เห็นการเติบโตที่ยั่งยืนของทั้งธุรกิจและประเทศ”

คมความคิดของผู้บริหารนักสร้างสมดุล ที่เลือกใช้จุดยืนนี้สร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจของพวกเขา