ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐ ปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา
+ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบางเนื่องจากเข้าใกล้ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่ โดยมีปริมาณการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเพียง 560,000 สัญญาเท่านั้น เมื่อเทียบกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านสัญญาต่อวัน
+ ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงสนับสนุนจากรายงานระดับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ หรือ EIA ที่ได้ปรับตัวลดลง 5.88 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ 484.78 ล้านบาร์เรลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรล
- มีรายงานว่า Enterprise Products Partners ได้ประสบความสำเร็จในการเจรจาเพื่อส่งออกน้ำมันดิบจากสหรัฐ ให้กับ Vitol บริษัทน้ำมันในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งจะทำให้การส่งออกน้ำมันดิบครั้งนี้เป็นการส่งออกน้ำมันดิบครั้งแรกสหรัฐ ในรอบ 40 ปี หลังจากที่ประธานาธิบดีของสหรัฐ ได้ทำการลงนามในกฎหมายยกเลิกการส่งออกน้ำมันดิบ ในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา
+/- กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ กลุ่มโอเปค ได้ออกมาคาดการณ์ว่า ส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่มโอเปคในปี 2563 จะปรับตัวลดลงน้อยกว่าในปี 2559 เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิต Shale Oil มีความหยืดหยุ่นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะส่งผลทำให้ระดับการผลิต Shale Oil ปรับตัวสูงขึ้นได้ในช่วง 3-4 ปีนี้
- อิหร่าน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบมากเป็นอันดับสองในกลุ่มโอเปค ได้ลงนามในข้อตกลงที่จะส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 160,000 บาร์เรลต่อวันให้กับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศอินเดียในปี 2559 นี้ ซึ่งจะกดดันตลาดในภูมิภาคเอเชียมากขึ้นไป จากสภาวะอุปทานล้นตลาดของน้ำมันดิบในขณะนี้
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่เบาบางในช่วงก่อนสิ้นปี และอุปทานที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคจากการกลับมาดำเนินการจากการหยุดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นในประเทศไต้หวันและมาเลเซีย นอกจากนี้ปริมาณส่งออกที่มากขึ้นจากประเทศเกาหลีใต้ จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันราคาของน้ำมันเบนซินในขณะนี้
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีอุปสงค์ที่เพิ่มมากขึ้นจากการเริ่มซื้อเก็บน้ำมันดีเซลเพื่อเก็งกำไรในเดือนหน้า และโรงกลั่นในประเทศจีนได้ส่งออกน้ำมันดีเซลลดลงร้อยละ 1.1 ในเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซลยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์เพิ่มเติมจากประเทศศรีลังกาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวที่กรอบ 34-39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 36-42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- อุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินจากอิหร่านมีแนวโน้มที่จะเข้ามาสู่ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น หลังล่าสุดทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) รายงานว่าได้ยุติการสอบสวนข้อสงสัยเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน หลังได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 12 ปี โดย IAEA เผยว่าไม่พบหลักฐานว่าอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ ส่งผลให้อิหร่านสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันดิบได้ในเร็วนี้
- จับตาการประชุมสภาครองเกรสของสหรัฐ เพื่อผ่านร่างกฎหมายในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐ โดยล่าสุดผู้นำของสภาครองเกรสสหรัฐ ได้เห็นพ้องให้มีการยกเลิกคำสั่งห้ามการส่งออกน้ำมันจากสหรัฐ หลังบังคับใช้มานานกว่า 40 ปี อย่างไรก็ตามข้อตกลงดังกล่าวยังคงต้องรอการอนุมัติจากทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาสหรัฐ ในวันที่ 18 และ 22 ธ.ค. ตามลำดับ รวมถึงต้องมีการลงนามเพื่อเป็นกฎหมายจากประธานาธิบดี บารัค โอบามาก่อน
- ตลาดน้ำมันดิบยังคงเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ (สิ้นสุดวันที่ 11 ธ.ค. 58) ว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.8 ล้านบาร์เรลขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 490.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดของปี ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ เมืองคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมันดิบสหรัฐก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน
- จับตาทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐ หลังคณะกรรมการกาหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จากระดับ 0-0.25%มาอยู่ที่ระดับ 0.25-0.50% ในการประชุมเพื่อกำหนดนโยบายเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ถือเป็นการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี เนื่องจากอัตราการว่างงานในสหรัฐลดลง ประกอบกับอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999






