วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

'เอสแอนด์พี' ประกาศคงอันดับเครดิตไทย

'เอสแอนด์พี' ประกาศคงอันดับเครดิตไทย

สบน.เผย เอสแอนด์พีประกาศคงอันดับเครดิตประเทศไทย ยืนยันแนวโน้มอันดับเครดิต ระยะยาวที่ระดับมีเสถียรภาพ

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ต่างประเทศ ได้ยืนยันอันดับเครดิตของประเทศไทย โดยคงเครดิตหนี้ระยะยาว ที่ระดับ บีบีบี บวก และระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล ที่ระดับ เอ ลบ 2 และเครดิตหนี้ระยะยาว ที่ระดับ เอ ลบ และระยะสั้นสกุลเงินบาทของรัฐบาล ที่ระดับ เอ ลบ 2 รวมทั้ง ยืนยันแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศ ระยะยาวที่ระดับมีเสถียรภาพ

ทั้งนี้ เอสแอนด์พี ยังได้ยืนยันอันดับเครดิตของประเทศไทยบนอาซียน ระยะยาวที่ เอเอ็กซ์ เอเอ และระยะสั้น ที่ระดับ เอเอ็กซ์เอ ลบ 1 และประเมินการเคลื่อนย้ายและความคล่องตัวในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับ เอ โดยเหตุผลของอันดับเครดิตของประเทศ เนื่องจากยังมีปัจจัยที่สนับสนุน ได้แก่ ดุลและสภาพคล่อง ภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ระดับหนี้ของรัฐบาลที่อยู่ในระดับปานกลาง รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่มีประสิทธิภาพ

“แนวโน้มอันดับเครดิต ถือที่มีเสถียรภาพเป็นการแสดงว่า โอกาสที่เอสแอนด์พี จะเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตของไทย ภายใน 2 ปี ข้างหน้า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ เพราะมั่นใจว่า ประเทศไทยจะสามารถรักษาความแข็งแกร่งของภาคต่างประเทศ ภาคการคลัง และภาคการเงินไว้ได้แม้ว่าจะยังคงมีความไม่แน่นอนทางการเมือง”

สำหรับเศรษฐกิจไทยยังคงมีระดับรายได้ต่ำโดยเปรียบเทียบ และมีความไม่แน่นอนทางเมืองที่ยังคงมีอยู่ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อเครดิตของไทย ได้แก่ ดุลภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และระดับสภาพคล่อง ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่มากเพียงพอ โดยดุลบัญชีเดินสะพัดที่แข็งแกร่งและการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้สิ้นปี 58 ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอสำหรับรองรับการชำระบัญชีเดินสะพัดถึง 7 เดือน และคาดว่าปี 59 จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิกับต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 17% ของรายรับบัญชีเดินสะพัด ซึ่งแสดงถึงฐานะการลงทุนระหว่างประเทศของไทยที่มีสินทรัพย์ต่างประเทศมากกว่าหนี้สินต่างประเทศ

นอกจากนี้ ด้านสภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศของไทยจะยังคงแข็งแกร่ง โดยมีความต้องการระดมทุนที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศโดยรวมระหว่างปี 58–60 จะอยู่ที่ประมาณ 74% ของรายรับบัญชีเดินสะพัดรวมกับเงินทุนสำรองที่สามารถนำมาใช้ได้ และแม้ว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาคการส่งออกจะหดตัวและอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างภาคการส่งออก แต่ปรับตัวดีขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลงและอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง คาดว่า บัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลที่ระดับเฉลี่ยสูงกว่า 5% ของจีดีพี ช่วงปี 58–60

อย่างไรก็ตาม เอสแอนด์พี คาดว่าการขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริง ช่วง 3 ปีข้างหน้า จะอยู่ที่ 3 – 4% ต่อปี และปี 58 รายได้ต่อหัวของประชากรจะต่ำกว่า 6,000 ดอลลาร์สหรัฐเล็กน้อย จากการที่รัฐบาลยังคงกำหนดดุลการคลังเบื้องต้นให้อยู่ในระดับเกินดุล ได้ช่วยรักษาหนี้ของรัฐบาลให้อยู่ในระดับปานกลาง โดยคาดว่ารัฐบาลจะทยอยรับความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลได้ประมาณภาระทางการคลังจากโครงการดังกล่าวไว้สูงสุดไม่เกิน 3.7% ของจีดีพี ปี 58 และคาดการณ์ว่า หนี้สุทธิของรัฐบาลต่อจีดีพี จะทยอยเพิ่มขึ้นจาก 20% ปี 56 มาอยู่ที่ 26 ปี 61 ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยในส่วนของหนี้รัฐบาลที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5.5% ของรายรับของรัฐบาลจะไม่เป็นข้อจำกัดทางการคลังของประเทศ