บลจ.ไทยพาณิชย์ มองตลาดหุ้นสหรัฐปีหน้าผันผวน หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย จับตาเศรษฐกิจจีนกระทบต่อหุ้นสหรัฐที่เน้นการส่งออก
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางการลงทุน หลังจากที่
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% อยู่ในช่วง 0.25-0.50% ซี่งเป็นการปรับขึ้นเป็นครั้งแรก
นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2549 โดยมองว่าตลาดทุนทั่วโลกได้คาดการณ์และตอบสนองต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดไปก่อนหน้านี้
แล้ว และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้น่าจะมีผลกระทบในทางลบต่อตลาดทุนทั่วโลกไม่มากนัก
สำหรับภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปีหน้ายังคงได้รับความผันผวนแต่ถือว่าเป็นโอกาสการลงทุนเช่นเดียวกัน โดยตลาดหุ้นอาจจะได้รับ
แรงกดดันจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง
ในปี 2559 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะอยู่ที่ระดับ 1.25% ในสิ้นปี 2559 โดยปัจจัยดังกล่าวทำให้ให้นักลงทุนมีความกังวลต่อผล
กระทบที่จะมีต่อตลาดหุ้น แต่อย่างไรก็ตามจากข้อมูลในอดีตพบว่าจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในอดีตช่วงปี 2537, 2542
และ 2547 ตลาดหุ้นก็สามารถฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 6% ภายหลังการปรับขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยไปแล้ว 12 เดือน
ขณะที่ปัจจัยบวกภายในประเทศสหรัฐฯ ทั้งจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 2.5% ในปี 2559 การขยายตัวของภาคการบริโภคภายใน
ประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง การปรับค่าจ้างสูงขึ้นโดยคาดว่าค่าจ้างจะเติบโต 3-3.5% และตลาดที่อยู่อาศัยยังคงขยายตัว
ต่อเนื่อง ทั้งหมดเป็นปัจจัยบวกส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกซึ่งสามารถผลักดันหุ้นกลุ่มภาคบริการให้ปรับตัวดีขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้
คาดการณ์ว่ายังมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯต่อไป
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่บ้าง เนื่องจากนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.3% แต่ยังคงมีปัจจัย
เสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ส่งผลโดยตรงต่อหุ้นสหรัฐฯ ที่เน้นการส่งออก นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น
ต่อเนื่องในปี 2559 ยังคงส่งผลลบต่อภาคการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยบริษัทที่พึ่งพิงตลาดต่างประเทศจะได้รับผลกระทบ
โดยตรง รวมถึงราคาน้ำมันที่ยังไม่ฟื้นตัว จากอุปทานน้ำมันที่ยังคงล้นตลาด ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานมีการปรับลดประมาณการรายได้และ
กำไรต่อหุ้นลง






