วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท. เชื่อเศรษฐกิจไทยรับมือเงินทุนเคลื่อนย้ายได้

ธปท. มั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวและรับมือกับตลาดเงินที่ผันผวนได้ ยันยังไม่เปลี่ยนกรอบนโยบายการเงินที่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อเป็นหลัก

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หลังจากที่นโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ๆ เช่น สหรัฐอเมริกาเริ่มเปลี่ยนไปคาดว่าจะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ที่จะผันผวนมากขึ้นในอนาคตซึ่งรวมถึงของประเทศไทยด้วย ที่มีความเสี่ยง แต่มั่นใจว่าจะดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยให้มีประสิทธิภาพและปัจจุบันมองว่าเศรษฐกิจไทย แข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนเหล่านี้ได้

ทั้งนี้ เพราะเห็นว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเกิดใหม่รวมทั้งไทยนั้น แตกต่างกันไป ตามความเข้มแข็งในการดูแลฐานะการเงิน ทั้งนี้เห็นว่าไทยยังโชคดี ที่มีกันชนด้านต่างประเทศอยู่ถึง 3 มิติ คือ ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงมาก ขณะที่มีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศระดับต่ำโดยหนี้ระยะสั้นของไทยมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 3 ของทุนสำรองระหว่างประเทศ ขณะที่ประเทศอื่นมีหนี้ระยะสั้นสูงกว่าไทยมาก สุดท้ายคือการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในตราสารต่างๆ ทั้งพันธบัตร และหุ้นลดลงมาโดยตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้หากจะลดการลงทุนอีก ก็ไม่ค่อยมีผลกระทบมากนัก

“อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่เผชิญกับความผันผวนเรื่องของการบริหารความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยงในด้านต่าง ๆโดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการไทยนักลงทุนไทยต้องให้ความสำคัญมาก เพียงแต่เราอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ”

นายวิรไท กล่าวว่า พร้อมกันนี้ ธปท. ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงกรอบนโยบายการเงินที่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อเป็นหลักแต่จะปรับปรุงประสิทธิภาพให้มากขึ้น ซึ่งเห็นว่า ปัจจุบันกรอบนโยบายเงินเฟ้อยืดหยุ่นและไม่ค่อยมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อสูง ทำให้ธปท.ให้น้ำหนักในการดูแลด้านอื่น ๆได้มากขึ้น ส่วน เป้าหมายเงินเฟ้อปี 59 นั้น กำลังรอบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมครม.โดยเน้นเป้าหมายเงินเฟ้อระยะปานกลางมากกว่าระยะสั้น นอกจากนี้ จะพยายามเพิ่มการส่งผ่านนโยบายการเงินไปธนาคารพาณิชย์มากขึ้น เพื่อให้การทำนโยบายมีประสิทธิภาพ

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีหน้า ยังเชื่อว่าจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปและดีขึ้นกว่าปีนี้ แต่อาจไม่กระจายตัวแบบทั่วถึง และยังมีความเสี่ยงอยู่ แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากการลงทุนภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นรวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคในประเทศค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้น การท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวดีก็ตาม

ขณะเดียวกัน ต้องระวังปัจจัยเสี่ยง เพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าทั้งจีนและเอเชีย ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลให้การส่งออกของไทยขยายตัวในระดับต่ำรวมทั้งราคาสินค้าเกษตรก็ยังอยู่ตกต่ำ จากปัญหาภัยแล้ง ที่อาจรุนแรงขึ้นในปีหน้า และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ราคาน้ำมันยังต่ำกดดันราคาพืชผลทางเกษตรลดลงต่อเนื่อง