เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง และท่องเที่ยว
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ปรับขึ้น
ตลาดไทยมีเเนวโน้มขยับขึ้นในวันนี้ หลังเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตรงตามที่เราและตลาดคาดการณ์ไว้ โดยจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปและแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงิน LTF RMF เข้าซื้อกลุ่มที่มีราคาถูก อย่างเช่น แบงก์และพลังงาน และตลาดได้รับรู้ข่าวประเด็นความอ่อนแอของราคาน้ำมันไปมากแล้วจึงมีโอกาสปรับขึ้นแต่ยังปรับขึ้นไม่มาก เนื่องจากกลุ่มสื่อสารที่มีการประมูล 4G รุนแรงกว่าที่ทางเราคาดการณ์ไว้จึงกดดันตลาดอยู่บ้าง
แนวรับ/แนวต้าน : 1290/1320 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 30% : พอร์ตหุ้น 70%
กลยุทธ์ : เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง และท่องเที่ยว ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว
นักลงทุนระยะสั้น : CENTEL (50), BDMS (25.50)
CENTEL (50) หาโอกาสเก็บเพิ่มตอนย่อได้ โดยคาดว่ากำไรสุทธิของ CENTEL จะขยายตัวขึ้นแข็งแกร่งที่ 43.6% yoy อยู่ที่ 1,706.8 ล้านบาทในปี 58 จากผลการดำเนินงานของโรงแรมในกรุงเทพฯ ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก Centara Kata Resort ภูเก็ตจากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีก 50% รวมทั้งธุรกิจอาหารที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องและ EBITDA margin ของอาหารที่ดีขึ้นแถมการพัฒนาโรงแรมใหม่ตามแผนและทรัพย์สินโรงแรมเดิมในหัวหิน พัทยาและภูเก็ตที่ขยายตัวขึ้นจะช่วยหนุนการเติบโตในระยะยาว การพัฒนาตามแผนของบริษัทฯ ที่น่าสนใจประกอบไปด้วย 1) รีสอร์ทของตัวเอง 2 แห่งที่มัลดีฟ 2) JV ที่สัดส่วน 50:50 กับพันธมิตรในประเทศสำหรับการพัฒนาโรงแรมในพม่าและศรีลังกาและ 3) การพัฒนาโรงแรม Cosi ของตัวเองอีก 2 แห่ง ราคา target 50 น่าจะได้เห็นช่วงไตรมาสที่ 1 ปีหน้าไม่ยากเลย แต่ก็อย่าลืม Take profit นะครับ
BDMS (25.50) เป็นตีมค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาตัวมากขึ้น โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี
นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)
SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้ Top pick ของเราเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC
CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ เคาะราคาประมูล 4จี คลื่น 900 วันที่ 2 ยิ่งเดือด เอกชน 4 ราย ไม่มีใครยอมถอย จบรอบ 90 ราคาไลเซ่นส์ 2 ใบทะยาน 8.5 หมื่นล้านบาท แซงหน้าประมูล 4 จี คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ กสทช.เล็งคุมเข้มค่าบริการ ชี้หากยังเคาะราคาถึง 10.00น.วันที่ (17 ธ.ค.) ดันมูลค่าคลื่นรวมทะลุ "แสนล้าน" ด้าน "สมคิด" ชี้เงินประมูล 4จี สูงกว่าที่เคยประเมินไว้
+ นายจาตุรงค์ จันทรังษี ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สายนโยบายเศรษฐกิจการเงินในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. วานนี้(16 ธ.ค.) ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของปี 2558 ว่า กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปีพร้อมประเมินว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 58 นี้ ในภาพรวมมีแนวโน้มปรับดีขึ้นกว่าที่เคย ธปท.เคยประมาณการไว้ล่าสุดที่ 2.7% เล็กน้อย ขณะที่แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 59 ยังคงอยู่ใกล้เคียงกับที่เคยประมาณการไว้ที่ 3.7%
- ปตท. ชะลอแผนลงทุนที่ไม่ชัดเจน-หั่นรายจ่าย หวังรักษาธุรกิจหลัก เสนอบอร์ดเห็นชอบแผน 5 ปี วันที่ 25 ธ.ค. ระบุสถานการณ์เปลี่ยนไปหลายด้าน ทั้งทิศทางราคา-พันธมิตร ด้านโอเปคหวังตัวปีหน้าราคาน้ำมัน สวนทางรัสเซียเตรียมแผนรองรับน้ำมันต่ำกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทางด้านซิตี้กรุ๊ป คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันอาจลดลงไปเหลือระดับ 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังอิหร่านพ้นจากการคว่ำบาตรและเพิ่มกำลังการผลิต ประกอบกับผู้ผลิตน้ำมันยังเดินหน้าผลิตจนเต็มคลังน้ำมันดิบในแต่ละประเทศ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 จะเป็นการบีบให้ผู้ผลิตปรับลดกำลังการผลิตลง
+ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยแผนการลงทุนรถไฟทางคู่ในปี 59 ว่า กำลังเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ขนาด 1 เมตร เฟสแรกและเฟสสองรวม 14 เส้นทาง ให้มีการก่อสร้างและประกวดราคาได้ในปี 59 ทั้งหมด โดยเฟสแรก 7 เส้นทาง เปิดประมูลเสร็จแล้ว 2 เส้นทาง คือ ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย 106 กม. วงเงิน 11,000 ล้านบาท และจิระ-ขอนแก่น 185 กม. วงเงิน 23,444 ล้านบาท ซึ่งจะทำสัญญาและเริ่มก่อสร้างได้ต้นปีหน้า
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,749.09 จุด พุ่งขึ้น 224.18 จุด หรือ +1.28%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 200 จุดเมื่อคืนนี้ (16 ธ.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นในอนาคตได้
+ ดัชนี FTSE 100 ปรับตัวขึ้น 43.40 จุด หรือ 0.72% ปิดที่ 6,061.19 จุด ทำสถิติปรับตัวขึ้น 2 วันติดต่อกันเพราะได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่นัก
ลงทุนจับตาดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างใกล้ชิด โดยตลาดหุ้นลอนดอนได้ปิดทำการซื้อขายก่อนที่เฟดจะแถลงมติการประชุม
+ ดัชนีนิกเกอิปิดพุ่งขึ้น 484.01 จุด หรือ 2.61% แตะที่ 19,049.91 จุด
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นแข็งแกร่ง เนื่องจากนักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นอย่างคึกคักหลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกทะยานขึ้นขานรับการปิดบวกของตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปเมื่อคืนนี้
+ สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ม.ค.ร่วงลง 1.83 ดอลลาร์ หรือ 4.9% ปิดที่ 35.52 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2552 หลังจากสำนักงานสารสนเทศ
ด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกินคาดในรอบสัปดาห์ที่แล้ว และจากรายงานข่าวที่ว่าผู้นำในสภาคองเกรสสหรัฐเห็นพ้องกันที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันสหรัฐ









