วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SYNEX - ซื้อ

กำไร 9M58 เติบโตสูงคาดปี 58 เติบโต 86%

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

- ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ครบวงจร : ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายในประเทศไทยให้แก่คอมพิวเตอร์ชั้นนำ (Dell Lenovo Samsumg ฯลฯ) และโทรศัพท์เคลื่อนที่ อุปกรณ์ที่จัดจำหน่ายแบ่งเป็น 3 ผลิตภัณฑ์ได้แก่ 1) คอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และจอแสดงผลซึ่งสัดส่วน 39% ของยอดขาย 2) อุปกรณ์ที่เกี่ยงข้องกับคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ หมึกพิมพ์ ซอฟท์แวร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลมีสัดส่วน 43% ของยอดขาย 3) อุปกรณ์สื่อสารทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่และแท็บเล็ตมีสัดส่วน 17% ของยอดขาย ล่าสุดบริษัทได้เป็นผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แบรนด์ HUAWEI แต่เพียงผู้เดียวเนื่องจากบริษัทเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตของแบรนด์ดังกล่าวซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายให้แก่บริษัทได้ในอนาคต

- 9M58 รายได้เติบโต 14%YoY และกำไรสุทธิเติบโต 108%YoY : 9M58 บริษัทมียอดขาย 1.6 หมื่นล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่หลังมีการจัดจำหน่ายให้แก่แบรนด์ HUAWEI อีกทั้งยอดขายอุปกรณ์เน็ตเวิร์คเติบโตขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้การพัฒนาการทำงานของคลังสินค้าและการบริการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานลดลงช่วยหนุนกำไร 9M58 เติบโตกว่า 108%YoY สู่ 252 ล้านบาทคิดเป็น 74% ของประมาณการ อย่างไรก็ดี รายได้ในช่วง 4Q58 มีโอกาสอ่อนตัวลงเนื่องจากลูกค้าเร่งสั่งซื้อสินค้าในช่วงไตรมาส 3 เพื่อเตรียมขายในต้นไตรมาส 4 ก่อนที่ผู้บริโภคจะชะลอการซื้อสินค้าในเดือนธันวาคมเพื่อไปใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวช่วงปีใหม่แทน อย่างไรก็ตามผู้บริหารยังคงเป้ารายได้ปี 58 ที่ 21,000 ล้านบาทหรือคาดการณ์ยอดขาย 4Q58 อย่างน้อย 5,000 ล้านบาท และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อให้สามารถรักษาสัดส่วนกำไรได้

- แนะนำ"ซื้อ"ราคาเหมาะสม 5.30 บาท : แม้คาดว่ายอดขายใน 4Q58 จะอ่อนตัวเล็กน้อยแต่การที่บริษัทพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานและความชำนาญในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจะช่วยหนุนกำไรสุทธิให้ทรงตัวได้ โดยในปี 59 ผู้บริหารตั้งเป้ายอดขายเติบโต 5-8% เนื่องจากจะขยายตลาดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เกี่ยวข้องไปยังภาครัฐเพิ่มขึ้นเพราะในปี 59 ภาครัฐยังคงมีการขยายการลงทุนในโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยคาดว่า SYNEX จะมีกำไรปี 58 และ 59 ที่ 337 ล้านบาทและ 354 ล้านบาทเติบโต 86% และ 5% ตามลำดับ พร้อมประเมินมูลค่าด้วยวิธี PE ratio อิง Prospective PE ที่ 11.5 เท่าซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในอดีตได้ราคาเหมาะสมที่ 5.30 บาทซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุดจึงแนะนำ “ซื้อ”