เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง และท่องเที่ยว
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ฟื้นตัวขึ้น
ตลาดไทยวันนี้มีเเนวโน้มฟื้นตัวขึ้นได้ต่อในกรอบ 1300-1320 ปัจจัยหนุนหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่ขยับขึ้นได้ดีในช่วงนี้ นอกจากนี้ยังมีเม็ดเงินกองทุน LTF RMF ช่วยพยุงตลาดและตลาดโดยรวมได้รับรู้ประเด็นการประมูล4G และการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปมากแล้ว จึงมี sentiment ที่ดีขึ้น ส่วนปัจจัยภายในประเทศวันนี้มีการประชุม กนง. เราคาดจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.50% แนะนำติดตามการประชุมเฟดในคืนนี้ หากปรับขึ้นดอกเบี้ยต่ำกว่า 0.25% ตลาดทั่วโลกก็จะตอบรับในเชิงบวก และตลาดไทยมีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1350 จุดได้ก่อนสิ้นปีนี้
แนวรับ/แนวต้าน : 1280/1320 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 30% : พอร์ตหุ้น 70%
กลยุทธ์ : เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา โรงพยาบาล วัสดุก่อสร้าง และท่องเที่ยว ที่ราคาลงมาเยอะแล้วและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว
นักลงทุนระยะสั้น : CENTEL (50), BDMS (25.50)
CENTEL (50) หาโอกาสเก็บเพิ่มตอนย่อได้ โดยคาดว่ากำไรสุทธิของ CENTEL จะขยายตัวขึ้นแข็งแกร่งที่ 43.6% yoy อยู่ที่ 1,706.8 ล้านบาทในปี 58 จากผลการดำเนินงานของโรงแรมในกรุงเทพฯ ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก Centara Kata Resort ภูเก็ตจากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมอีก 50% รวมทั้งธุรกิจอาหารที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องและ EBITDA margin ของอาหารที่ดีขึ้นแถมการพัฒนาโรงแรมใหม่ตามแผนและทรัพย์สินโรงแรมเดิมในหัวหิน พัทยาและภูเก็ตที่ขยายตัวขึ้นจะช่วยหนุนการเติบโตในระยะยาว การพัฒนาตามแผนของบริษัทฯ ที่น่าสนใจประกอบไปด้วย 1) รีสอร์ทของตัวเอง 2 แห่งที่มัลดีฟ 2) JV ที่สัดส่วน 50:50 กับพันธมิตรในประเทศสำหรับการพัฒนาโรงแรมในพม่าและศรีลังกาและ 3) การพัฒนาโรงแรม Cosi ของตัวเองอีก 2 แห่ง ราคา target 50 น่าจะได้เห็นช่วงไตรมาสที่ 1 ปีหน้าไม่ยากเลย แต่ก็อย่าลืม Take profit นะครับ
BDMS (25.50) เป็นตีมค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาตัวมากขึ้น โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี
นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)
SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้ Top pick ของเราเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC
CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
- สศค.ประเมินหากน้ำมันตลาดโลกเหลือ 25 ดอลลาร์ฉุดรายได้รัฐหาย 2 หมื่นล้าน ระบุเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบจีดีพี ด้าน "ฉัตรชัย" ห่วงน้ำมันร่วง ภัยแล้ง ฉุดราคายางพารา - ปาล์มน้ำมัน ปีหน้าตกต่ำ ขณะนักวิชาการพลังงาน คาดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในไทย มีโอกาสลดลงอีก ด้าน"สมคิด" ทุบโต๊ะสั่งพาณิชย์ ดันเป้าส่งออกปี'59 ให้ได้ 5% สวนทางผลประเมินเป้าทูตพาณิชย์ชี้ ทำได้แค่ 2.5% เหตุปีหน้าปัจจัยลบเพียบทั้งเศรษฐกิจโลก ราคาโภคภัณฑ์ลด ค่าเงิน ปัญหาความรุนแรงในหลายประเทศ ส่งผลสินค้าประมง/อาหารทะเล-เครื่องนุ่งห่มขยายตัวติดลบ ภาคเอกชนฟันธงแค่ 2% เท่านั้น
+ ประมูล 4จี คลื่น 900 เดือดไม่แพ้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ เอกชน 4 ค่ายแข่งเคาะชิงไลเซ่นส์ 2 ใบ ดันราคาประมูล 12 ชั่วโมงทะลุ 5.2 หมื่นล้าน หวังครอบครองคลื่น 900 ลุยตลาดภูมิภาค ชี้เป็นคลื่นที่มีรัศมีกว้างไกล นักวิเคราะห์คาด 2 ค่ายใหญ่มีสิทธิคว้าไลเซ่นส์
+ ไทยแท็กทีมรับผู้แทนจีนนำทัพนักธุรกิจเยือนไทย 16-20 ธ.ค.นี้ ประชุมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ 2 ฝ่ายหลายระดับ เจรจาการค้า ลงทุน ท่องเที่ยว จับคู่ธุรกิจ ถกรถไฟไทย-จีน ตั้งเป้า 3 ปียอดค้าขายโต 2 เท่า 4 ล้านล้านบาท "สมคิด" ดันส่งออกข้าว-ยาง-มัน ยื่นเงื่อนไขลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนใต้ แลกก่อสร้างรถไฟกรุงเทพฯ-หนองคาย, กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์
+ ททท.เขย่ายุทธศาสตร์ใหม่ทั้งตลาดต่างประเทศ-ในประเทศครั้งใหญ่ หวังก้าวกระโดดตัวเลขรายได้ 2.5 ล้านล้านในปี'60 สั่งการบ้านทุกสำนักงานทั่วโลกศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวปั้น "Product Champion" รับนักท่องเที่ยวคุณภาพทั่วโลก ตั้งเป้าหมายชัดเจน เป็นรูปธรรม ประเมินผล ผอ.สำนักงานทุก 2 ปีหากไม่เข้าเป้าปรับออกทันที ควบคู่เพิ่มดีกรีความเข้มข้นตลาดในประเทศดันรายได้แตะ 1 ล้านล้าน
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,524.91 จุด พุ่งขึ้น 156.41 จุด หรือ +0.90%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นติดต่อกัน 2 วันทำการเมื่อคืนนี้ (15 ธ.ค.) เพราะได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กพุ่งขึ้นเกือบ 3% ขณะที่นักลงทุนจับตาดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้
+ ดัชนี FTSE 100 ปิดเพิ่มขึ้น 143.73 จุด หรือ 2.45% ที่ 6,017.79 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (15 ธ.ค.) หลังจากร่วงลงต่อเนื่องมา 8 วัน โดยตลาดได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้น
- ดัชนีนิกเกอิปิดร่วงลง 317.52 จุด หรือ -1.68% ปิดที่ 18,565.90 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดในรอบเกือบ 2 เดือน เนื่องจากนักลงทุนปรับโพสิชันการลงทุนก่อนการประชุมของ
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะเสร็จสิ้นในวันพุธนี้ ตามเวลาสหรัฐ ท่ามกลางความวิตกกังวลที่ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในกลุ่มตลาดเกิดใหม่
- สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ม.ค.พุ่งขึ้น 1.04 ดอลลาร์ หรือ 2.9% ปิดที่ 37.35 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (15 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐจะปรับตัวลดลงอีก โดยสนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ในช่วงค่ำวันนี้ตามเวลาไทย






