วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (11 ธ.ค.58)

กดดันจาก Fed จะขึ้นดอกเบี้ย

คาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้ด้วยการประชุม Fed ที่มีโอกาสปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมีสูง ใกล้เข้ามาในสัปดาห์หน้า ปัจจัยภายในประเทศหลักๆเป็นบวกคือ EASA ไม่ได้ลดอันดับความปลอดภัย และห้ามสายการบินไทยเข้ายุโรป มาตาการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำชุดใหม่ของครม.ในสัปดาห์หน้า


หุ้นเด่นวันนี้: TASCO (ราคาปิด 38.25 บาท; NR; ราคาเป้าหมาย IAA 46.70 บาท)

เราเลือก บมจ. ทิปโก้แอสฟัลท์ เป็นหุ้นเด่นในวันนี้เนื่องจากมีแนวโน้มธรุกิจที่สดใสพร้อมทั้งโอกาสในการเติบโตที่เราเชื่อว่ายังไม่ได้สะท้อนในราคาหุ้นปัจจุบัน ผลประกอบการในปีนี้ของ Tascoเชื่อว่าจะออกมาโดดเด่นอย่างมากจากส่วนต่างกำไรที่เพิ่มขึ้นจากอานิสงค์ของราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ราคาขายยางมะตอยสามารถยืนตัวได้อย่างแข็งแกร่งเทียบกับต้นทุนน้ำมันดิบจากความต้องการใช้ยางมะตอยที่ขยายตัวสูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงปริมาณขายยางมะตอยที่เพิ่มสูงขึ้นของบริษัทฯ เช่นกัน ซึ่งคาดจะส่งผลให้ Tascoรับรู้กำไรสุทธิอย่างล้นเหลือสูงถึงระดับ 5.0 พันลบ. ในปีนี้ ขยายตัวอย่างมีนัยฯ ถึง 334% YoYอ้างอิงจากการสำรวจของ Bloomberg ในขณะเดียวกันผลการดำเนินงานที่โดดเด่นดังกล่าวจะช่วยหนุนให้ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งและความพร้อมมากยิ่งขึ้นที่จะรองรับโอกาสในการเติบโตต่างๆ ที่จะเข้ามา อาทิ งานก่อสร้างและซ่อมแซมถนนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท โครงการมอเตอร์เวย์ และโดยเฉพาะดีลการเข้าซื้อกิจการในภูมิภาคของ Tascoเพื่อที่จะขยายฐานธุรกิจและการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายยางมะตอยชั้นนำของเอเชีย ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังมีความน่าสนใจ โดยปัจจุบันซื้อขายกันที่ระดับ PER ปีนี้และปีหน้าอยู่ที่เพียง 11.2 และ 11.1 เท่า ตามลำดับ สวนทางกับโอกาสในการเติบโตข้างต้น นอกจากนี้เราเชื่อว่าประมาณการกำไรสุทธิในปี 2559 และในอนาคตข้างหน้ามีโอกาสที่จะถูกทบทวนปรับสูงขึ้นหลังจากที่ดีล M&A ต่างๆ มีรายละเอียดและความชัดเจนมากขึ้น

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• เงินกู้ดอกเบี้ยอยู่ระหว่างพิจารณา ครม.คาดว่าจะพิจารณาโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำซึ่งจะขยายวงเงินกู้โดยธนาคารออมสิน ธกส. และธนาคารอาคารสงเคราะห์ รองปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า รมต.ไม่จำเป็นต้องอุดหนุนดอกเบี้ยแต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินและดอกเบี้ยที่ชัดเจน (Bangkok Post)

• สายการบินของไทยรอดแบน EASA วันพฤหัส องค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ประกาศผลการตรวจสอบไม่มีไทยอยู่ในรายชื่อห้ามบิน โดยจะจับตาดูและช่วยไทยในการยกระดับมาตรฐานการบินแทน (Bangkok Post)ความเห็น: สหภาพยุโรปตัดแบบนี้ช่วยให้ไทยรอดตาย หลัง FAA ของสหรัฐตัดสินใจแบนไทยซึ่งมีผลจำกัดเพราะสายการบินของไทยไม่ได้บินไปอเมริกาเหนือโดยตรง

• กสทช. มุ่งจัดสรรแบนด์วิธของคลื่น 1500 เมกะเฮิร์ตซ์ กสทช. มุ่งจัดสรรแบนด์วิธของคลื่น 1500 เมกะเฮิร์ตซ์ที่ทีโอทีใช้อยู่และอีก 2 ยูนิตในประเทศของเชฟรอนในช่วง 4 ปีนี้ให้แก่ผู้ให้บริการมือถือภายในประเทศ (The Nation)

• NPL ของธนาคารไทยเริ่มคงตัว ธปท.กล่าวว่า NPL ของธนาคารไทยเริ่มคงตัวโดยในภาคเช่าซื้อเริ่มดีชึ้น อย่างไรก็ตามยังคงต้องจับตาสินเชื่อ SMEs ที่กำลังเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ และยังต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่ ยอด NPL ทั้งหมด 3.6 แสนล้านบาทเมื่อสิ้นสุด ก.ย. หรือคิดเป็น 2.8% ของสินเชื่อรวม NPL เพิ่ม 15.8% หรือ 4.9 หมื่นล้านบาทในเดือนมิ.ย. จากหนี้ที่มีปัญหาของ SSI (The Nation)

• TU ขจัดปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย ไทยยูเนียน (TU) จะหยุดการว่าจ้างแรงงานนอกโรงงานทั้งหมดของบริษัทสิ้นปีนี้เพื่อยุติข้อกล่าวหาจากต่างประเทศการใช้แรงงานผิดกฎหมายในกระบวนการผลิตอาหารทะเลแช่แข็งของบริษัท นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2559 เป็นต้นไป กระบวนการใช้แรงงานทั้งหมดจะอยู่ภายในพื้นที่ของบริษัท เพื่อยืนยันถึงความปลอดภัย แรงงานถูกกฎหมาย ตลอดจนการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน ปัจจุบัน TU ใช้แรงงานต่างด้าวทั้งหมด 1,000 คน (The Nation)

ต่างประเทศ:

• ประเด็นที่ต้องจับตามอง: ผลการประชุมเฟดและราคาน้ำมัน ผู้คนกำลังให้ความสนใจไปที่ผลการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้าซึ่งเป็นคาดหวังกันมากว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ ส่วนราคาน้ำมันดูเหมือนจะลดลงอย่างต่อเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความต้องการที่ลดลงและน้ำมันที่ล้นตลาด (AWS)

• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเนื่องจากตลาดกลับมาให้ความสนใจในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ แข็งค่าจากระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือนเทียบกับเงินยูโรและเงินเยน ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับเงินสกุลหลักอีก 6 สกุลในตะกร้าเงินล่าสุดเพิ่มขึ้น 0.6% อยู่ที่ 97.915 จุด (Reuters)

• UN ปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 57 0.4 จุด (percentage point) อยู่ที่ 2.4%เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดต่ำลง ตลาดมีความผันผวนมากขึ้น และเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ชะลอตัว UN ให้ประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2559 อยู่ที่ 2.9% และปี 2560 อยู่ที่ 3.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายการคลังที่ลดความเข้มงวดลงและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นทั่วโลก (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกเมื่อวันพฤหัส หลังจากลดลงติดต่อกัน 3 วันเนื่องจากราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังจากมีนักลงทุนบางรายมองหาส่วนต่างกำไรของหุ้นกลุ่มพลังงานจากที่ได้เห็นจุดต่ำสุดของราคาน้ำมันถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะร่วงจนเกือบแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่ามีน้ำหนักต่ออารมณ์ตลาดเนื่องนักลงทุนมองว่ามีผลทำให้กำไรของบริษัทลดลง นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับการพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในสัปดาห์หน้า (Reuters)

• วุฒิสภาเห็นชอบในมาตรการระยะสั้นเมื่อวันพฤหัส เพื่อยืดเวลาในการทำงานของรัฐบาลไปจนถึงวันที่ 16 ธ.ค. ส่วนการเจรจายังดำเนินต่อไปเกี่ยวกับร่างกฎหมายงบประมาณระยะยาว วุฒิสภาลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ ส่วนสภาผู้แทนราษฎรคาดว่าจะลงมติในวันนี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติกำลังเจรจาต่อรองเกี่ยวกับร่างงบประมาณมูลค่า 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลสามารถดำเนินงานได้ตามปกติจนถึงเดือนก.ย. ปีหน้า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพวกเขาไม่สามารถตกลงกันได้รายละเอียด (Reuters)

• จำนวนผู้ขอรับสิทธิการว่างงานเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 เดือนในสัปดาห์ก่อน แต่ไม่น่าเป็นสัญญาณของความตกต่ำในตลาดแรงงาน เนื่องจากมีแนวโน้มแข็งแกร่งในภาวะตลาดแรงงานตึงตัว จำนวนผู้ขอรับสิทธิการว่างงานเพิ่มขึ้น 13,000 รายอยู่ที่ 282,000 ราย ในสัปดาห์ก่อน สูงสุดนับแต่ต้นเดือนก.ค. ตัวเลขดังกล่าวอยู่ระดับต่ำกว่า 300,000 รายติดต่อกัน 40 สัปดาห์แล้วซึ่งยาวนานที่สุดตั้งแต่ช่วงต้นในยุค 1970 (Reuters)

• แรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อผ่านทางราคาสินค้านำเข้าลดลงในเดือนพ.ย. เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงและเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ราคาสินค้านำเข้าลดลง 0.4% ในเดือนก่อนหลังจากลดลง 0.3% ในเดือนพ.ค. ต่ำกว่าเป้าของเฟดที่ 2% ราคาสินค้านำเข้าลดลง 15 ใน 17 เดือนล่าสุด และลดลง 9.4% ในช่วง 12 เดือนนับถึงเดือนพ.ย. (Reuters)

ยุโรป:

• หุ้นยุโรปปิดต่ำลงเล็กน้อยวันพฤหัสหลังแตะจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือนเพราะมีแรงกดดันต่อบริษัทด้านค้าปลีกและเทคโนโลยี แม้หุ้นโภคภัณฑ์จะมีเสถียรภาพก็ตาม (Reuters)


เอเชีย:

• ญี่ปุ่นเตรียมปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าระดับ 30% เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าปรับลดจากอัตราภาษีปัจจุบันที่ 32.11% ลงมาอยู่ที่ระดับ 29.97% ในปีงบประมาณ 2559 ที่จะเริ่มในเดือน เม.ย. นี้ และจะปรับลดเพิ่มลงมาอยู่ที่ 29.74% ในปีงบประมาณ 2561 อย่างไรก็ตามอัตราภาษีดังกล่าวยังคงอยู่เหนือระดับค่าเฉลี่ย 25% ของประเทศในกลุ่ม OECD(Reuters)

• ความเชื่อมั่นผู้ผลิตรายใหญ่ในญี่ปุ่นหดลงในช่วง 4Q58บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอาจจะเสียโมเมนตัมไปจนถึงปีหน้า โดยรัฐบาลญี่ปุ่นรายงานผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (BSI) ของผู้ผลิตรายใหญ่ในช่วง 4Q58 อยู่ที่+3.8 จาก +11.0 ในช่วง 2Q58(Reuters)

• เงินหยวนอ่อนค่าลงเทียบดอลลาร์ฯ เมื่อวันพฤหัสบดี ติดต่อกับเป็นวันที่ 5 ขณะที่ค่าเงินหยวนในตลาดต่างประเทศกลับอ่อนค่าลงมากกว่าในประเทศ นำไปสู่ข้อสงสัยในการจัดการกับเสถียรภาพค่าเงินของรัฐบาลจีน โดยค่าเงินหยวนที่ซื้อขายในประเทศปิดที่ 6.4378 หยวนต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ค่าเงินหยวนในต่างประเทศอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 6.52 หยวนต่อดอลลาร์ (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ลงจากกลัว Fed ขึ้นดอกเบี้ย ทองคำตลาดจรลดลง 0.1% สู่ระดับ 1,071.96 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำล่วงหน้าส่งมอบ ก.พ. ปรับลดลง 0.4% สู่ 1,072.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพราะดอลลาร์กลับมาแข็งค่าล่วงหน้าก่อนการประชุม Fed ในสัปดาห์หน้าซึ่งส่วนใหญ่คาดกันว่า Fed น่าจะขึ้นดอกเบี้ย (Reuters)

• จุดต่ำสุดใหม่ของน้ำมัน NYMEX ลดลง 1% แตะจุดต่ำสุดนับแต่ปี 52 เพราะผู้ค้ายังจับตาที่อุปทานล้นเกินทั่วโลกและผลลบจากดอลลาร์แข็งค่าที่มีต่อสินค้าโภคภัณฑ์ NYMEX ปรับลดลง 40 เซนต์แตะ 36.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ปิดลบ 38 เซนต์ ลงไปสู่ระดับ 39.73 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)