กระทรวงพาณิชย์มั่นใจ 7 แผนยุทธศาสตร์จะสามารถผลักดันการส่งออกไทยปีหน้ากลับมาเป็นบวก
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ (พกค.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนัดแรกเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกของไทยปี 2559 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 โดยมีสมมติฐานภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวส่งผลให้ความต้องการตลาดคู่ค้าสำคัญกลับมาดีขึ้น และเชื่อว่าผู้ส่งออกไทยแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะเดินหน้าเร่งขยายตัวการส่งออกทั้งตลาดหลักและตลาดรอง รวมถึงตลาดใหม่ ๆ ที่มีแผนเร่งเจาะตลาดให้มากขึ้นปีหน้า
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ พกค.ได้มีการพิจารณายุทธศาสตร์ผลักดันส่งออกปี 2559 ไว้ 7 ยุทธศาสตร์ คือ การเปิดประตูการค้าและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความตกลง TPP, RCEP, EU และ ASEAN ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก โดยใช้ความต้องการตลาดเป็นตัวนำการผลิต ยุทธศาสตร์ที่ 3 การส่งเสริมการค้าชายแดน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปดำเนินธุรกิจและลงทุนในต่างประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การปรับโครงสร้างการค้าสู่การค้าบริการ เพื่อเป็นจักรกลใหม่ในการขับเคลื่อนการค้า โดยมีธุรกิจบริการที่ให้ความสำคัญ 6 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ ธุรกิจบันเทิงและคอนเทนต์ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจการศึกษา ธุรกิจบริการเกี่ยวกับการต้อนรับ และธุรกิจบริการวิชาชีพ ยุทธศาสตร์ที่ 6 การส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เป็นนักรบเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และยุทธศาสตร์ที่ 7 การสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคอุตสาหกรรมการส่งออก
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังได้นำประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขคลัสเตอร์อัญมณีและเครื่องประดับ คลัสเตอร์ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ และคลัสเตอร์ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เห็นว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและเป็นกลไกสำคัญขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศ เชื่อหากได้รับการแก้ไขน่าจะผลักดันให้เกิดรายได้เข้าประเทศอย่างมาก หากดูตัวเลขอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีรายได้ปี 2557 สูงถึง 10,080 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 324,155 ล้านบาท แต่ยังเสียเปรียบคู่แข่งสำคัญต้นทุนสูง ผู้ประกอบการต้องนำเข้าวัตถุดิบต่างประเทศและต้องเสียภาษีมูลค่านำเข้าวัตถุดิบ อากรนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์รวมทั้งยังขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะช่างฝีมือ หากแก้ไขจริงจังน่าจะทำให้ไทยสามารถแข่งขันและเพิ่มมูลค่าการค้าได้อีกมาก โดยกำหนดปี 2563 ไทยจะส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และยกระดับเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลกได้
ส่วนคลัสเตอร์ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ ชาวต่างชาติใช้บริการเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนคนไข้ โดยปัจจุบันมีรายได้จากรักษาพยาบาลคนไข้ชาวต่างชาติในโรงพยาบาลเอกชนไม่ต่ำกว่า 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่ปัญหาธุรกิจนี้ คือ ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลวิชาชีพ จึงจำเป็นแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ส่วนคลัสเตอร์ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ประชุม พกค. ได้เสนอพิจารณาการตีความประเภทยานยนต์เพื่อประเมินพิกัดภาษีศุลกากรขาเข้าที่ชัดเจน และในส่วนของปัญหาเกี่ยวกับสหภาพแรงงานเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจแก่นักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนร่วมกันจัดทำแผนการผลิตบุคลากร เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมระยะยาว โดยที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปพิจารณาร่วมกันที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนที่จะร่วมกันผลักดันให้การส่งออกไทยกลับมาเติบโตได้ปีหน้าและความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบต่อไป






