องค์กรนวัตกรรมล้ำๆนำโลก เกิดยากทว่า“คุ้มค่า” ถอดสลักคิด "วีทีทีฯ-โบอิ้ง-เอ สตาร์ฯ DKSH-HTC เคลื่อนธุรกิจด้วยอาร์แอนด์ดีพ้นสังเวียนทะเลเลือด
โจทย์เปลี่ยน..!!
เมื่อธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายจาก “เมกะเทรนด์โลก” ที่เปลี่ยนไป เรื่องปั่นป่วนไม่ธรรมดา กำลังจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา (New Normal) ของโลก อาทิ พื้นที่ทรัพยากรโลกจำกัด สวนทางจำนวนประชากรโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้น ไปพร้อมกับการก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยโลก สังคมโลกเปลี่ยนฐานไปสู่ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทำให้ธุรกิจต้องผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่แปลกต่าง
อีกประเด็นสำคัญที่ “บีบเค้น” ให้ธุรกิจต้องคิดไกลกว่าวันนี้ มอง “ข้ามช็อท” สู่โลกอนาคต คือ “โลกดิจิทัล” ที่จะสุดโต่งขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างการปรับตัวของภาคธุรกิจ มีให้เห็น เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ล้ำยุค ที่เคยเติบโตจากฐานการผลิต ต้องหนีกับดักขายสินค้าแบบเดิมๆ กระโจนออกตัวคิดใหม่เพื่อคนยุคหน้า โดยใช้ “นวัตกรรม” เป็นเครื่องมือ(Tools)สำคัญในการ “แก้โจทย์” ผู้คนต้องการความสะดวกสบายท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย และผันผวนของสิ่งแวดล้อมต่างๆบนโลกใบนี้
ในงานสัมมนาของ “เอสซีจี” องค์กรแรกๆของไทยที่ตั้งเป้าหมาย การเป็น “ผู้นำองค์กรนวัตกรรม” ในหัวข้อ “Innovation for Sustainability 2015” ภายใต้แนวคิด The Power of Collaboration สร้างโมเดลการพัฒนาสินค้า จาก “ห้องวิจัย” สู่ “โลกธุรกิจ” ขององค์กรนวัตกรรม เพื่อหวังสกัด “วิธีคิด” ขององค์กรยักษ์ใหญ่ของโลกที่มาร่วมเปิดโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ว่าพวกเขาพาตัวเองไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร
++วีทีที..เชื่อม“ห้องวิจัย” สู่ “มูลค่าธุรกิจ”
“สินค้านวัตกรรมเพิ่มมูลค่ากว่าสินค้าที่หยุดนิ่ง ไม่คิดอะไรเลยถึง 3 เท่า" คำยืนยันของ ดร.แอนธี วาสารา (Dr. Antti Vasara) ประธานและประธานกรรมการบริหาร บริษัท วีทีที เทคนิคอล รีเสิร์ซ เซ็นเตอร์ ฟินแลนด์ เผย และว่า เพราะความล้ำที่โลกปัจจุบันยังมองไม่เห็น แต่บริษัทรุดไปล่วงหน้า จึงสามารถฉีกกรอบตลาดเดิม ควานหาตลาดใหม่ที่กว้างใหญ่ ขายสินค้าให้คนทั้งโลก อาทิ การคิดค้นนวัตกรรมโทรศัพท์มือถือ นวัตกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม นวัตกรรมซอฟต์แวร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมไอที
โดยวีทีที คือบริษัทวิจัย ที่พยายามจะเชื่อม “ห้องทดลอง” ไปสู่ “ภาคธุรกิจ” โดยดึงพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาเป็นหุ้นส่วนเดียวกัน
นำ “การตลาด” และ “การวิจัย” มาประสานเป็นเรื่องเดียวกัน
ซีอีโอ บริษัทวิจัยชั้นนำของฟินแลนด์ ยังบอกด้วยว่า หัวใจสำคัญของความสำเร็จ ยังอยู่ที่ “ความร่วมมือข้ามองค์กร” แต่มี “เป้าหมายเดียวกัน” ทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หน่วยงานวิจัย นักลงทุน ธุรกิจเล็ก กลาง ใหญ่ รวมถึงสถาบันการศึกษาฯลฯ
บ่มเพาะนวัตกรรมข้ามสายพันธุ์ ที่คิดมาเพื่อแก้ไขปัญหาคนในโลกยุคหน้า โดยเฉพาะเอสเอ็มอีตัวจี๊ดในการสร้างสรรค์ธุรกิจแปลกใหม่ มาป่วนตลาด เพราะเอสเอ็มอีเคลื่อนไหวเปลี่ยนตัวเองได้ฉับไว จึงหลักแหลม ที่จะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ
สำหรับดร.แอนธิ แล้ว เอสเอ็มอีจึงเป็นหัวหอกที่มีคุณค่า มีขีดความสามารถแข่งขัน ที่จะมองหาจุดต่างและสร้างความได้เปรียบในโมเดลธุรกิจใหม่ ได้รวดเร็วกว่า “บริษัทยักษ์ใหญ่”
เมื่อ “ผู้เล่นหลัก”หลักทั้งซัพพลายเชนของนวัตกรรมเจอกัน สภาพแวดล้อมจะเอื้อให้ “หมุน” ไปหาคำว่า “นวัตกรรม” ได้ง่ายขึ้น
"กรเชื่อมโลกศึกษา จากห้องทดลองมาสู่ธุรกิจ ต้องมีมหาวิทยาลัยมาเชื่อม เพราะมหาวิทยาลัยไม่มีแรงกดดันในการทำกำไร จึงมี “อิสระ” ที่จะค้นหา “ผลงานใหม่” ต่างจากภาคธุรกิจที่มีแรงกดดันในเรื่องธุรกิจมาเกี่ยวข้อง”
ดร.แอนธี เล่าว่า ปัจจุบันวีทีที มีลูกค้าปีละกว่า 3,000 ราย มีพนักงานกว่า 2,600 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมากกว่าปีละ 277 ล้านยูโร มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนขนาดเล็ก เพื่อทำหน้าที่พัฒนาผลงานของผู้ประกอบการกว่า 200 ราย กระทั่งเกิดการก่อตั้งบริษัทใหม่ 20 บริษัท สร้างงานกว่า 100 ตำแหน่ง สร้างรายได้กว่า 5 ล้านยูโร
“เราสามารถระดมทุนเพื่อสร้างผลงานวิจัยทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ได้มากที่สุดในยุโรป โดยเราลงทุนในงานวิจัยค่อนข้างมาก มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมอนาคต อาทิ อุตสาหกรรมชีวภาพ พลังงาน การพัฒนาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น”
นอกจากนี้ที่ผ่านมา วีทีที ยังขยายไปแสวงหาความร่วมมือเชื่อมระหว่างธุรกิจทั่วโลก จากเดิมที่จะทำเฉพาะในยุโรปมาสู่เอเชีย
จุดเริ่มจากการส่งเสริมนวัตกรรมการศึกษา การวิจัยและพัฒนาเพื่อ สร้างสรรค์ผลงานวิจัยผลัดกันให้ประเทศเล็กๆอย่างฟินแลด์ ประเทศที่มีประชากรเพียง 5 ล้านคน เติบโตมาจากพื้นฐานด้านการประมงและเกษตร ขยับไปสู่ การสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ ด้วยการขายความคิดสร้างสรรค์ ทำให้คุณภาพชีวิตคนและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น
นวัตกรรม จึงไม่ต่างจากเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง เห็นได้จากมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากการคิดค้นอุตสาหกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ฟินแลนด์ เป็นประเทศที่มี “จุดขาย” ที่การสร้าง “องค์ความรู้” ด้านวิศวกรรมการผลิตและบริการ
โดยเฉพาะโครงการที่กำลังเคลื่อนโลกไปข้างหน้าของวีทีที ใน 6 กลุ่มธุรกิจสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของโลก
ประกอบด้วย 1.เศรษฐกิจจากเทคโนโลยีชีวภาพ (Bio economy) วางเป้าหมายจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับฟินแลนด์สูงถึง 10,000 ล้านยูโร ในปี 2025
2. พลังงานสะอาด (Clean energy) 3.ลดการใช้คาร์บอน (Low carbon energy) 4. โลกดิจิทัล (Digital world) 5.การนำทรัพยากรที่เหลือน้อยมาใช้ให้เกิดมูลค่า (Resource efficient industries) และการทำให้ชีวิตคนเป็นอยู่ดีขึ้น (People ‘s well being)
ดร.แอนธี เล่าว่า ตอนนี้สิ่งที่ยังอยู่ในห้องทดลอง พร้อมแล้วที่จะนำมาพัฒนาประสิทธิภาพเป็นสินค้าที่ข้ามไปลงทุนในต่างประเทศ อาทิ ผลิตภัณฑ์กระดาษ ที่มีคุณสมบัติแทนพลาสติกเพื่อลดการใช้พลาสติก ,พลังงานชีวมวล ,พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น
++คิดอย่างโบอิ้ง..นวัตกรรมไม่หยุดเหิน
ขณะเดียวกัน ในฟากของ ราล์ฟ สกิพ บอยซ์ (Mr.Ralph L.(Skip) Boyce) รองประธาน โบอิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล และประธานโบอิ้ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินของโลก เล่าถึง พัฒนาการของโบอิ้ง สู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมการบินระดับโลก ฉีกตัวเองบินเหนือการแข่งขันว่า เกิดจากจากทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ผ่านศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มีอยู่ 6 แห่งทั่วโลก
ปัจจุบัน โบอิ้ง ยังใช้สูตรดียวกันกับวีทีที คือ “การสร้างพันธมิตร” ด้วยการร่วมมือกับสถาบันการศึกษา 50 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก
นอกจากนี้ ยังทำงานคู่กับ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา เพื่อทดลองวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีน้ำหนักเบา ลดมลพิษ โดยใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่า
เพราะโบอิ้ง มองว่า เมื่อเกิดการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก มาร่วมกัน “คิดค้น” จิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการระดับโลก จะเกิดขึ้นได้เอง (Global Enterprise)
โดยมีเป้าหมายให้ผู้โดยสารได้สัมผัสความแตกต่างจากนวัตกรรมของโบอิ้ง จึงคิดค้นนวัตกรรมเครื่องบินเชิงพาณิชย์อย่างไม่หยุดยั้ง
“ต้องวิจัยค้นหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะมองว่านี่คือคำตอบของการหนีจากการแข่งขันในอนาคต และทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน”
ราล์ฟ ยังระบุว่า นวัตกรรมที่โบอิ้งพัฒนาจะมุ่งตอบโจทย์ใน 2 ส่วน คือ “เพิ่มมูลค่าจากสินค้า และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” คืนกำไรให้ลูกค้า ตั้งแต่การลดเสียง ลดความเสี่ยงจากการบิน ประหยัดพลังงาน
“เครื่องบินพาณิชย์ในอีก 30 ปีข้างหน้า ความต้องการต้องเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นความท้าทายในการผลิตที่ต้องคิดไปข้างหน้า หาเทคโนโลยีที่ให้คุณค่ากับลูกค้า โดยค้นหาความต้องการของลูกค้าล่วงหน้า อาทิ วัสดุที่ใช้ผลิตเครื่องบิน ต้องเป็นชิ้นส่วนที่มีนวัตกรรมใน 3 ด้านคือ ต้องไม่เป็นพิษต่อโลก ลดการปล่อยของเสีย และน้ำหนักเบา โดยใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ช่วยลดน้ำหนัก ลดรอยขีดข่วน และยืดอายุการใช้งาน"
โครงการที่พัฒนาล่าสุด คือ โบอิ้ง Eco Demonstrator 737 และ 737 Max ที่เปิดตัวไป ถือเป็นการพัฒนาต่อยอดจากเครื่องบินรุ่นก่อนหน้า ทำให้เครื่องยนต์ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันลดลงถึง 18% และลดเสียงรบกวนได้ถึง 12% จากปีกที่กว้างและยาวแต่บางแยกเป็นสองแฉก และเพิ่มพื้นที่ชั้นโดยสารให้กว้างขึ้น
หรืออย่างเครื่องบินนวัตกรรมใหม่ ที่ต่อยอดจาก Dream liner เป็นเครื่องบินเจ็ทที่มีประสิทธิภาพสูงพัฒนาปีกโค้งมนเหมือนปีกนกอินทรีช่วยให้บินร่อนได้อย่างสะดวกขึ้น ทำให้ Boeing 777 เป็นเครื่องบินที่ขายดีที่สุด
ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีในห้องปฏิบัติการบนเครื่องบิน อุปกรณ์การบินที่วัดระดับค่าการบิน โดยความร่วมมือกับนาซา และสายการบินหลายๆ แห่ง ค้นหาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความปลอดภัย เมื่อเครื่องบินเหินอยู่กลางท้องฟ้า
“สิ่งที่โบอิ้งมุ่งหวังคือ การเปลี่ยนประสบการณ์การบินของผู้โดยสารทุกคน” ราล์ฟ เผย
โบอิ้งยังคิดค้นโมเดลธุรกิจในอนาคต สร้างสรรค์นวัตกรรมการบิน ด้วยเทคโนโลยีพลังงานไฮบริด พึ่งพาน้ำมันน้อยลง แต่ความเร็วเพิ่มขึ้น ในไม่ช้าชาวโลกจะได้เห็นเครื่องบินพลังงานชีวมวล อาทิ พลังงานน้ำ เครื่องบินไฟฟ้า ตลอดจนเครื่องบินไร้เสียง เพื่อตอบโจทย์ความเป็นเจ้านวัตกรรมการบิน
++เอ สตาร์ฯ สร้างสังคมนวัตกรรม
อีกกรณีศึกษา ที่นำมาถ่ายทอดในเวทีสัมมนาคือ บริษัท เอ สตาร์ เอเจนซี ด้านการลงทุนในสิงคโปร์ “ราจ แทพูรัน” กรรมการผู้จัดการบริษัทแห่งนี้ เล่าถึงยุคที่เข้าไปมีบทบาทเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจสิงคโปร์จากประเทศที่ใช้แรงงาน มาสู่ประเทศที่ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนประเทศ สร้างสังคมผู้ประกอบการ
โดยสิงคโปร์ ได้เพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างเข้มแข้มข้น ตั้งแต่ปี 2006-2010 โดยลงทุนมูลค่าสูงถึง 13,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น “เท่าตัว” จากปี 2001-2005 มีมูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถัดจากมาอีก 5 ปี (2011-2015) เป็นปีที่สิงคโปร์พลิกสู่สังคมนวัตกรรม ด้วยการลงทุนด้านวิจัยนวัตกรรมให้สอดคล้องกับแผนของผู้ประกอบการ (RIE-Research Innovation& Enterprise Plan) มูลค่าสูงถึง 16,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากห้องวิจัยถึงตลาดผลิตสินค้าและบริการเพื่อต้องสนองความต้องการผู้บริโภค
ทั้งนี้กลยุทธ์สำคัญที่สิงคโปร์ใช้ในการผลักดันสังคมนวัตกรรม คือ การดึงนักวิจัย “หัวกะทิ” เข้าร่วมในทีมวิจัยและพัฒนา โดยในปัจจุบันมีนักวิจัยในสิงคโปร์ถึง 4,200 คน ใน 70 ประเทศ ที่ร่วมกันคิด ทำงาน วิจัยและพัฒนาเผยแพร่ พัฒนาเป็นธุรกิจ จากนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดประโยชน์กับโลก
เนื่องจากสิงคโปร์วางเป้าหมายที่จะเป็น “ผู้นำด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เคลื่อนเศรษฐกิจ จึงดูดบริษัทข้ามชาติ และนักวิจัยเข้ามาทำงานในสิงคโปร์ กระทั่งปัจจุบัน เศรษฐกิจสิงคโปร์มีสัดส่วนการเติบโตด้านเทคโลยีที่มีมูค่าสูง โดยมีสัดส่วนมาจากบริษัทข้ามชาติสูงถึง 65% และมาจากเอสเอ็มอี สัดส่วน 35%
นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “ขีดความสามารถการแข่งขัน” ด้วยการสนับสนุนทางการเงิน ที่สำคัญเทคโนโลยีที่พัฒนามานั้นจะต้องมีคุณค่าสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ และที่ขาดไม่ได้คือ การแสวงหาความร่วมมือ
“ปี 2010 นายกสิงคโปร์ต้องการเปลี่ยนเป็นสังคมนวัตกรรม จึงทำแผน 5 ปี มีการเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาเป็น 1% ของจีดีพี โดย เอ สตาร์ สนับสนุนงบประมาณเพื่อการวิจัยในสิงคโปร์ ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ"
เป้าหมายที่มุ่งส่งเสริมการคิดค้นวิจัยพัฒนาเพื่อตอบโจทย์โลกอนาคตที่สร้างโอกาสมูลค่าเศรษฐกิจได้ด้วยธุรกิจอนาคต อาทิ เทคโนโลยีการแพทย์จากชีวภาพวิทยาศาสตร์และวิศวกร ด้านอิเล็คทรอนิกส์ เคมี เป็นต้น
เพราะสิงคโปร์วางเป้าหมายที่จะเป็นประเทศผู้นำที่มีผลงานวิจัยที่เกิดประโยชน์ทางเศรษมากที่สุดในโลก
++HTCคิดนอกกรอบจากอุตฯไอที
ขณะที่ สิด วินยาร์ด ประธานบริษัท ฮุสตัน เทคโนโลยี เซ็นเตอร์ บริษัทสนับสนุนด้านการลงทุนให้กับบริษัทที่มีการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ข้อมูลว่า เอชทีซี จะโฟกัสการวิจัยและพัฒนา ไปที่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ และธุรกิจที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอากาศยาน
“เราไม่ได้จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมไอที แต่จะเชื่อมต่องานวิจัยให้กับบริษัทข้ามชาติ เพื่อเชื่อมต่องานวิจัยไปสู่ไปสู่การดำเนินงานเชิงพาณิชย์ ในสินค้าไลฟ์สไตล์ และไบโอเทคโนโลยี"
องค์กร HTC จะทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” ให้เกิดเทคโนโลยี เป็นเหมือน “พี่เลี้ยง” คอยบ่มเพาะธุรกิจ ตั้งแต่เริ่มต้นแนวคิด ส่งเสริมนักวิจัยเชื่อมต่อไปสู่ธุรกิจ โดยเริ่มต้นส่งเสริมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ startup
"ผลงานที่ผ่านมา HTC เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงปลุกปั้นบริษัทแล้วมากกว่า 300 แห่ง ระดมทุนให้กับบริษัทเกิดใหม่ไม่ต่ำกว่า2,000 ล้านเดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 1999-2014 โดยปี 2014 ได้ให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนไปแล้ว 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการเข้าสนับสนุนจะมองความเป็นไปได้ของธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการโลก เทรนด์ในอนาคต ที่ทำให้เกิดการต่อยอดสร้างมูลค่าสู่ตลาด จึงต้องเข้าไปเลือกบริษัทที่คิดและพัฒนาสินค้าใหม่ที่ตลาดยังมองไม่เห็น เปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจเลือกงานวิจัยที่มีโอกาสทางการตลาดไม่เช่นนั้นก็เป็นงานวิจัยที่แค่ขึ้นหิ้ง ”
ปัจจุบัน HTC ยังขยายกิจการมาสู่ฝั่งเอเชียโดยร่วมมือกันกับเอสซีจี เคมิคอลส์ ลงทุนวิจัยและพัฒนาร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อรับกับการแข่งขันในบริบทใหม่
++DKSH องค์กร้อยปีพลิกโมเดลธุรกิจ
จอห์น แคลร์ รองประธานด้านธุรกิจสุขภาพ เคเคเอสเอช (ประเทศไทย) หรือ DKSH ธุรกิจผู้นำด้านการบริการขนส่งโลจิสติกส์ อันดับหนึ่งของเอเชีย รายได้กว่า 11.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสำนักงานมากกว่า 750 แห่ง ทั่วโลก และ 710 แห่งในเอเชีย
DKSH ถือเป็นหนึ่งองค์กรธุรกิจอายุกว่า 150 ปี ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่องค์กรนวัตกรรม โดยการพลิกจากธุรกิจขนส่ง และซื้อมาขายไปสู่การพัฒนาเชื่อมต่อการนวัตกรรมด้านการบริการ ระหว่างผู้ผลิต และลูกค้า
ใช้แขนขาคู่ธุรกิจที่กระจายตัวในทั่วโลก เชื่อมต่อกับธุรกิจ จนพัฒนาเป็นนวัตกรรมการบริหาร
DKSH มองว่า การเป็นเทรดดิ้งรายใหญ่ของโลกนั้นจะต้องพัฒนาบริการตลอดเวลา โดยเฉพาะกระบวนการสื่อสารข้อมูล ให้แม่นยำมีประสิทธิภาพคิดค้นคัดสรรการบริการรูปแบบใหม่ๆ และพร้อมลงทุนระบบใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม และสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน
ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่คือการสร้างทีมงานที่กล้าคิดอะไรใหม่ๆ ให้กับโลก ขณะเดียวกัน ดีทแฮล์มยังแสวงหาความร่วมมือกับธุรกิจ โดยร่วมทุนกับเอสซีจี และมหาวิทยาลัยมหิดล คิดค้นการดูแลนวัตกรรมการทำฟัน จากฐานข้อมูลของธุรกิจเข้ามาต่อโจทย์ความต้องการด้านทันตกรรม พัฒนานวัตกรรมต่างๆ เกี่ยวกับทันตแพทย์
“สิ่งที่พัฒนาต้องมีคุณค่าท่ำให้ลูกค้ายินดีจ่าย จึงต้องทำงานกับลูกค้าต่อเนื่องจึงตอบโจทย์ทางการตลาด”





