วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

KAMART - ซื้อ

ธุรกิจเครื่องสำอางเติบโตเด่นเพิ่มเข้าตลาดต่างประเทศ

ธุรกิจเครื่องสำอางเติบโตสูง และชัดเจนยิ่งขึ้น - สำนักวิจัยทิสโก้มองว่า KAMART มีการเติบโตในระดับสูง ตามการรุกธุรกิจเครื่องสำอางอย่างเต็มที่ ทั้งการขยายช่องทางในประเทศ ต่างประเทศ การควบคุมต้นทุนผ่านการสร้างโรงงานผลิตของบริษัทเองสร้างอัตรากำไรให้สูงขึ้น และฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยการจ่ายเงินปันต่อเนื่องทุกไตรมาส รวมทั้งราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาอย่างมากในช่วงทีผ่านมา จากผลประกอบการที่อ่อนตัวในไตรมาส 3 ส่งผลให้มี upside ต่อราคาเป้าหมายของสำนักวิจัยทิสโก้ 

การเติบโตยังคงมาจากการเพิ่มช่องทางจำหน่ายและขยายไปต่างประเทศ - จากการเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์ บริษัทยังคงเป้าการเติบโตที่ 30% ต่อปี โดยการเติบโตของบริษัทจะมาจาก 1) เพิ่มสาขาของบริษัทเองมากขึ้น โดยปัจจุบันมี 74 สาขาซึ่งเป็นสาขาแฟรนไชส์ ในปี 2016 บริษัทจะเพิ่มสาขาของบริษัทเองด้วย 2) เพิ่มสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทออกสินค้าใหม่ 100 SKUs ต่อปี 3) เพิ่มสินค้าช่องทางโมเดิร์นเทรดในประเทศ แต่ในปีต่อไปจะเป็นการเพิ่มจำนวนสินค้า เช่น บริษัทวางสินค้าใน 7-Eleven จำนวน 7 SKUs ในปี 2016 บริษัทจะเพิ่มเป็น 9 SKUs 4) ขยายฐานไปต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ในปี 2016F บริษัทจะขยายเข้าประเทศอื่นๆ มากขึ้น และ 5) ย้ายโรงงานผลิตมายังกรุงเทพ เพื่อรองรับการผลิตในอีก 5-10 ปีข้างหน้าซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2017

ธุรกิจเดิมยังกดดันผลประกอบการระยะสั้น แต่ระยะยาวเติบโตสูง คาดกำไรสุทธิปี 2015F อยู่ที่ 192 ล้านบาท เติบโตกว่า 109% YoY และในปี 2016F ก็ยังคงเติบโตได้ดีด้วยกำไรสุทธิ 245 ล้านบาท (+27% YoY) โดยสำนักวิจัยทิสโก้มองว่าในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วง high season จะมียอดขายที่เติบโตสูง รวมทั้งบริษัทมีการส่งเสริมการขายและเปิดตัวพรีเซนเตอร์คนใหม่ของบริษัทในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายในไตรมาส

ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จาก “ถือ” - ราคาเป้าหมายใหม่ของสำนักวิจัยทิสโก้อยู่ที่ 8.30 บาท (DCF) โดยสำนักวิจัยทิสโก้มองว่าราคาหุ้นของ KAMART ปรับตัวลงมามากในช่วงที่ผ่านมา เป็นการสะท้อนผลประกอบการที่อ่อนตัวในไตรมาส 3 ไปแล้ว แต่ด้วยแนวโน้มที่ดีในอนาคต จากการอยู่ในธุรกิจที่เติบโตสูง และการตัดธุรกิจเดิมที่ไม่ทำกำไรออกไป จะส่งผลให้เห็นการดำเนินงานของธุรกิจเครื่องสำอางชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยสำนักวิจัยทิสโก้มองว่าบริษัทยังมีเงินสดในมือและกระแสเงินสดที่อยู่ในระดับสูง และการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเสี่ยง Downside มาจาก 1) การใช้จ่ายผู้บริโภคที่ชะลอตัว 2) การแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ