วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกิด Technical Rebound ได้ช่วงท้าย

สรุปสภาวะตลาดสหรัฐและยุโรป (26 พ.ย.-2 ธ.ค. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลง DJIA -0.5% ปรับตัวลงจากแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปรับตัวลงต่ำกว่า US$40.00/barrel และประธานเฟดกล่าวในที่ประชุมสมาคมเศรษฐกิจแห่งชาติว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้น DAX +0.2%, CAC ฝรั่งเศส +0.3% จากแรงเก็งกำไรผลการประชุม ECB ในวันที่ 3 ธ.ค.ว่าจะเพิ่มมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง โดยตลาดคาดว่าจะมีการเพิ่มวงเงินซื้อพันธบัตรจากปัจจุบันที่เดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร ด้านดัชนี FTSE ที่ปรับตัวเด่น +1.3% จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาเชิงบวกโดยดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน พ.ย.ยังยืนเหนือระดับ 50 จุดอยู่ที่ 52.7 จุด 

สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (26 พ.ย.-2 ธ.ค. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง 3.0% โดยเป็นการปรับตัวลงแรงในวันที่ 27 พ.ย.มากถึง 5.5% นำโดยกลุ่มหลักทรัพย์ หลังโบรกเกอร์ขนาดใหญ่หลายแห่งถูกทางการตรวจสอบกรณีละเมิดกฎเกณฑ์ นอกจากนี้ความกังวลต่อการเข้า IPO ของหุ้นใหม่ครั้งแรกในรอบ 5 เดือน อาจดึงเงินทุนออกจากหุ้นเดิม รวมถึงตัวเลขภาคการผลิตอย่างดัชนี PMI เดือน พ.ย.อยู่ในระดับต่ำกว่า 50 อยู่ที่ 49.6 จุด และเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบมากกว่า 3 ปี แต่ลดช่วงลบลงจากแรงเก็งกำไรต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทำให้กลุ่มการเงินและอสังหาฯปรับตัวขึ้น

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (26 พ.ย.-3 ธ.ค. 2558)

แม้ว่า SET INDEX จะมีความพยายามที่จะฟื้นตัวทดสอบแนว 1,360 จุด อย่างไรก็ตามแรงขายเข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหุ้นหลักอย่าง ADVANC, PTT, PTTEP อีกทั้งความกังวลต่อประเด็นข่าวสหภาพยุโรปอาจคว่ำบาตรไทย รวมถึงถูกกดดันจากประเด็นลบเรื่อง CG ของหุ้น CPALL อย่างไรก็ตามเกิด Technical Rebound ได้ SET INDEX กลับมายืนเหนือ 1,340 จุด ปิดที่ระดับ 1,340.62 จุด ลดลง 40.84 จุด หรือ -2.96% ณ วันที่ 3 ธ.ค.

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (4-9 ธ.ค. 2558)

MBKET คงน้ำหนักการลงทุน “กลาง” เป็นสัปดาห์ที่ 5 ด้วยกรอบแกว่งของ SET INDEX ระหว่าง 1,320-1,370 จุด มูลค่าการซื้อขายเบาบางเฉลี่ย 3.0 หมื่นล้านบาท/วัน เพราะเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวของตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องถึงปลายสัปดาห์หน้า อีกทั้งตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะแกว่งในกรอบแคบเช่นกัน เพื่อรอดูผลการประชุมเฟดในวันที่ 16 ธ.ค. เพียงแต่ Downside risk ของ SET INDEX เป็นไปอย่างจำกัด ด้วยปัจจัยที่สนับสนุนได้แก่

- ผลการประชุม ECB ในค่ำวันที่ 3 ธ.ค. ตลาดคาดว่า ECB จะเพิ่มมาตรการทางการเงินในรอบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มวงเงิน QE อีกราว 1.50-2.0 หมื่นล้านยูโร/เดือน กลายเป็นการเปิดโอกาสของการทำ Euro Carry Trade ได้ หลังการประชุมเฟดสิ้นสุดลงในกลางเดือนนี้

- จับตาเม็ดเงินจากกองทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนภายในประเทศ หลังสิ้นสุดงาน Thailand Focus ระหว่างวันที่ 2-4 ธ.ค. เราคาดว่าจะเห็นเม็ดเงินเลือกลงทุนเป็นรายตัวหลังจากเสร็จสิ้นงานนี้ รวมถึงเม็ดเงินจากกองทุน LTF/RMF ในช่วงเดือนสุดท้ายของปี

- ติดตามภาวะการจ้างงานของสหรัฐประกาศในคืนวันที่ 4 ธ.ค. เพื่อประเมินถึงน้ำหนักที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค. นี้

- ติดตามการประชุม ครม. วันที่ 8 ธ.ค. คาดว่าจะมีการพิจารณาแผนควบรวมระหว่าง BECL และ BMCL และอนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม

กลยุทธ์การลงทุน  เราคงคำแนะนำ “ขึ้นแรงขาย/ลงแรงซื้อ” หรือ "Trading” เช่นเดียวกับสัปดาห์ก่อนหน้า แต่อาจต้องจำกัดวงเงินมากขึ้น เพราะด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อเนื่อง จะทำให้สภาพคล่องของตลาดฯ ลดลง

ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่

1. ติดตามการประชุม BoE วันที่ 10 ธ.ค. ตลาดคาดว่า BoE จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เช่นเดิม

2. ติดตามการประชุมโอเปค วันที่ 4 ธ.ค. ตลาดคาดการณ์ว่า กลุ่มโอเปคจะคงโควต้าการผลินน้ำมันไว้เช่นเดิม แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

3. ติดตามผลการประมูลโครงการรถไฟรางคู่ เส้นทาง จิระ-ขอนแก่น วันที่ 8 ธ.ค.

4. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การส่งออก-นำเข้า ของจีน/GDP ใน 3Q58 ของญี่ปุ่น และ อียู/ผลผลิตภาคอุตฯ อังกฤษ/ภาวะการจ้างงานของสหรัฐ