วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (3 ธ.ค.58)

กลัว Fed ขึ้นดอกเบี้ย

คาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้จากมุมมองว่าการที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยมีความชัดเจนมากซึ่งจะมีน้ำหนักเหนือพัฒนาการที่เป็นบวก ภายในประเทศ รัฐบาลออกมาเน้นย้ำว่าการลงนามในสัญญาระหว่างไทย-จีนในการสร้างรถไฟรางคู่วันนี้ไม่มีเลื่อน และยังจะลงนามที่จีนว่าจะซื้อข้าวและยางจากไทยด้วย ตัวเลขว่าจ้างงานภาคเอกชนยิ่งทำให้การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในวันที่ 15-16 ธ.ค. นี้ดูเหมือนไม่น่าหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งจะกดดันตลาด

หุ้นเด่นวันนี้: SAWAD(Bt49.25; BUY; AWS 16 TP Bt53.00)

บมจ. ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 เป็นหุ้นเด่นในวันนี้ เนื่องจากโอกาสขนาดใหญ่จากตลาดที่ไม่มีใครเข้าถึงมาก่อน (untapped market) และบริษัทเริ่มเข้าสู่ช่วง high season ถึงแม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยก็ตาม แต่ SAWAD คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในทางตรงกันข้ามกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากบริษัทตั้งเป้าที่จะจับกลุ่มลูกค้าที่อยู่นอกระบบที่ไม่สามารถเข้าถึงธนาคาร นอกจากนี้ จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ยังคงลังเลในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าเพราะอาจจะทำให้คุณภาพสินทรัพย์แย่ลง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสมากขึ้นให้กับบริษัท ยิ่งไปกว่านั้น SAWAD ยังคงขยายสาขาเพื่อที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ที่ 1,600 สาขาภายในสิ้นปี 2558 และ 2,000 สาขาภายในปี 2559 นอกจากนั้น ในงาน SET Opportunity Day เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม บริษัทคาดที่จะลงทุนในประเทศเวียดนาม แต่แผนการลงทุนนี้ยังอยู่ในขั้นต้น เพราะฉะนั้น อาจมีความเป็นไปได้สำหรับการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อแผนการลงทุนนี้เสร็จสมบูรณ์ เราประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ 3 ปีแบบสะสม (CAGR) อยู่ที่ 38% ระหว่างปี 2557-2560 อิงจากการเติบโตของสินเชื่อที่สูงมากและจากการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว Price Pattern ของ SAWAD ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal ซึ่งเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ SAWAD ก็คาดว่าจะได้เห็นการทำ New High ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายถัดไปของการทำ New High อยู่ที่ 53.75 บาท โดยมีจุด Stop Loss อยู่ที่ 45.75 บาท (Resistance: 50.00, 51.00, 52.00; Support: 48.25, 47.25, 46.25)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• รองนายกฯ ชี้ความตกลงระบบรางไทย-จีนยังเดินต่อ ตามข่าววานนี้ว่าการลงนามบันทึกความร่วมมือสำหรับโครงการระบบรางไทยจีนจะพักไปก่อนจนกว่าสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงเรื่องการขายยาง รองนายกฯ ประวิทย์และสมคิดต่างปฏิเสธข่าว และการลงนามในกรุงเทพฯ น่าจะเป็นไปตามกำหนด โครงการนี้ได้แก่ เส้น กทม.-แก่งคอยและนครราชสีมาและเส้นแก่งคอย-มาบตาพุดมูลค่ารวม 3.5 แสน ลบ. (Bangkok Post) ความเห็น: จีนได้เสนอให้เงินกู้ทำโครงการระบบรางดอกเบี้ย 2.5% แต่ไทยต้องการ 2% ไทยอาจจะเลือกกู้จากในประเทศแทนหากไม่สามารถชนะการเจรจาได้

• ดีลข้าวไทย-จีน จะมีการลงนามในข้อตกลงที่จีนจะซื้อข้าวใหม่ 1 ล้านตันและยาง 2 แสนตันจากไทย ที่โรงแรมโอเรียนเต็ลวันนี้และสำหรับสัญญาข้าวใหม่ ไทยจะเริ่มส่งมอบในปีหน้า (Bangkok Post)

• Future Fund ที่มีความล่าช้าเล็กน้อย คุณ อภิศักดิ์ รมว. กระทรวงการคลังกล่าวว่า แม้ว่าจะเกิดความล่าช้าในการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1.0 แสนลบ.ขึ้นมาเพื่อรองรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในปีหน้า อย่างไรก็ตามไม่ได้มีผลกระทบอย่างมีนัยฯ แต่อย่างใด (The Nation)

• มุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมการลงทุนในปีหน้า คณะกรรมมาธิการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย (JSCCIB) มีมุมมองเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและสภาวะทางธุรกิจที่ดีขึ้น หนุนจากโครงการลงทุนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างมากในช่วงปีหน้า โดย JSSCIB ประเมินมูลค่าการลงทุนที่จะเกิดขึ้นจากภาคเอกชนมากกว่า 1.0 แสนลบ. (The Nation)

• TKN(บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)) ผู้นำในธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสาหร่ายขบเคี้ยวของประเทศ จะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรกวันนี้ที่ราคา IPO 4.00 บาท โดยบริษัทฯ มีแผนจะนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้จากการระดมทุนราว 1.4 พันล้านบาทสำหรับการขยายโรงงานผลิตแห่งใหม่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจในทวีปเอเชียภายในปี 2561 ด้วยเป้าหมายรายได้ที่ 5.0 พันลบ.ทั้ งนี้ TKN มีผลการดำเนินงานที่เติบโตโดดเด่น โดยในช่วง 9 เดือนของปีนี้ TKN มีรายได้จากการจำหน่าย 2.5 พันลบ. เติบโต 35% และมีกำไรสุทธิ 245 ล้านบาท เติบโตขึ้น 128% จากช่วง 9 เดือนแรกของปีก่อน (SET/ Bangkok Post/ The Nation)

• TRUEเตรียมเปิดตัว 4G อย่างเป็นทางการสัปดาห์หน้า แซงหน้า ADVANC ที่เตรียมจะเปิดตัวในกลางเดือน ธ.ค. โดย TRUE มี 25 เมกะเฮิร์ตซ์เพื่อใช้ทำ 4จี ส่วน ADVANC มี 15 เมกะเฮิร์ตซ์ (Bangkok Post)

ต่างประเทศ:

• ความเห็นในทาง hawkish: นางเยลเลน ประธานเฟด กล่าวว่าเธอกำลังมองไปถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยซึ่งจะถูกมองว่าเป็นข้อพิสูจน์ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาวะถดถอยแล้ว ขณะที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินมีกำหนดหารือกันใน 15-16 ธ.ค. นี้ นางเยลเลนยังแสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอเมริกาและมีกำหนดการกล่าวถ้อยแถลงเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจต่อคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างวุฒิสมาชิกระดับสูงในวันดังกล่าว (Reuters)

• คาดว่าECB จะออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้นในวันนี้ นายมาริโอ ดรากิ ประธาน ECB และคณะได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่ามีความเสี่ยงเพียงพอที่ยิงไปที่เป้าหมายเงินเฟ้อ ECB มีแนวโน้มจะออกชุดมาตรการซึ่งรวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับโปรแกรมการซื้อสินทรัพย์หรือพันธบัตร (Reuters) 

• ดัชนีดอลลาร์เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 12 ปีครึ่ง อยู่ที่ 100.51 จุดเนื่องจากความเห็นของประธานเฟดและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง ดัชนีดังกล่าวปิดล่าสุดที่ 100.02 จุด เงินยูโรปิดเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่ 1.0610 ดอลลาร์สหรัฐหลังจากลดลง 0.2% เมื่อคืน (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงเมื่อวันพุธ หลังจากนางเยลเลนได้ให้ความเห็นในเชิงควบคุมเงินเฟ้อและข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนได้กระตุ้นความคาดหวังมากขึ้นว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในช่วงเช้าของวันพุธ มีข้อมูลแสดงถึงการจ้างงานในภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในเดือนพ.ย. หุ้นในกลุ่มพลังงานนำตลาดลงเนื่องจากราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่า 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การขายหุ้นในช่วงบ่ายเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีผู้เสียชีวิต 14 รายและบาดเจ็บ 17 ราย (Reuters)

• บริษัทเอกชนในสหรัฐเพิ่มตำแหน่งงาน 217,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. เหนือความคาดหมายและมากที่สุดนับแต่เดือนมิ.ย. เป็นสัญญาณว่าอัตราการเติบโตของการจ้างงานแข็งแกร่งเพียงพอที่จะสนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกของเฟดในรอบเกือบทศวรรษ จากรายงานของผู้จัดทำเกี่ยวกับเงินเดือน ADP ที่ประกาศเมื่อวันพุธ นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ADP จะรายงานตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น 190,000 ตำแหน่ง การเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงานในภาคเอกชนในเดือนต.ค. ถูกปรับตัวเลขเป็น 196,000 จากเดิมที่เพิ่มขึ้น 182,000 ตำแหน่ง (Reuters)

• รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรทั้งหมดจะออกมาในวันศุกร์สำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดย Reuters คาดว่านายจ้างสหรัฐจ้างงานเพิ่มขึ้น 2 แสนตำแหน่งใน พ.ย. อัตราการว่างงานคาดว่าจะคงอยู่ที่ 5% ตัวเลขเหล่านี้น่าจะเสริมโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า (Reuters)

ยุโรป:

• ดัชนีหุ้นหลักของยุโรปปิดใกล้จุดสูงสุดในรอบ 3 เดือนในวันพุธ จากความคาดหวังว่า ECB จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มในวันนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อในยูโรโซนที่ต่ำกว่าคาดยิ่งสนับสนุนการออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มของ ECB หุ้นในกลุ่มสุขอนามัยปรับตัวขึ้นนำตลาดหลังจากโบรคเกอร์ปรับคำแนะนำขึ้น(Reuters)

• ตัวเลขเงินเฟ้อต่ำกว่าคาดหนุนออกมาตรการกระตุ้นเพิ่ม อัตราเงินเฟ้อ 19 ประเทศยูโรโซน เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในเดือน พ.ย. เท่ากับในเดือน ต.ค. และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 0.2% (Reuters)

เอเชีย:

• ผู้จัดการกองทุนญี่ปุ่นลดน้ำหนักการถือหุ้นโลกในเดือน พ.ย. รอดูการปรับอัตราดอกเบี้ยของ Fed ผู้จัดการกองทุนขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น 6 ราย ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นลง เหลือ 41.0% ในเดือน พ.ย. จาก 45.3% ในเดือน ต.ค. โดยปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นในสหรัฐ และแคนาดา เป็น 28.5% จาก 19.0% ในเดือน ต.ค. และเพิ่มน้ำหนักหุ้นในยุโรปเป็น 11.3% จาก 9.5% ลดน้ำหนักหุ้นญี่ปุ่นลงเป็น 43.0% จาก 56.1% (Reuters)

• หุ้นจีนบวกมากสุดในวันเดียวในรอบ 1 เดือน ในวันพุธ หลังจากนักลงทุนสลับมาถือหุ้นขนาดใหญ่ และออกจากหุ้นเล็กโดยหุ้นอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้นเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน จากคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในไม่ช้า (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• น้ำมันกดดันกว่า 3% วันพุธ หลังตัวเลขสหรัฐชี้ว่ามีน้ำมันเพิ่มขึ้นสิบสัปดาห์ติดกัน แต่ผู้ค้าจับตาความผันผวนก่อนการประชุมโอเปคในสัปดาห์นี้ว่าจะมีการหั่นการผลิตรึเปล่า Brent ล่วงหน้าลง 1.40 ดอลลาร์หรือ 3.2% ปิดที่ 43.04 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดิบสหรัฐลด 1.45 ดอลลาร์หรือ 3.5% ปิดที่ 40.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ราคาทองร่วงกว่า 1% วันพุธ หักล้างสองวันที่เป็นบวกเนื่องจากค่าดอลลาร์เทียบยูโรแข็งขึ้นด้วยการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีมาตรการกระตุ้นจาก ECB และตัวเลขค่าจ้างแรงงานสหรัฐในช่วงต่อมาของสัปดาห์ทองคำตลาดจรสหรัฐร่วง 1.3% มาอยู่ที่ระดับ 1,055.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองคำตลาดจรสหรัฐร่วง 8.90 ดอลลาร์มาอยู่ที่ระดับ 1,054.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)