“เจ๊เค็ง” กุนเชียงสายพันธุ์ใหม่

“เจ๊เค็ง”ผู้ปฏิวัติ "กุนเชียง" สู่ธุรกิจร้อยล้าน! เปลี่ยนอาหารพื้นๆ ให้เป็นของกินสายพันธุ์ใหม่ ที่มัดใจผู้บริโภคยุคนี้ได้อยู่หมัด
“กุนเชียง” รสแกงกะหรี่ วาซาบิ ชาร์โคล ฯลฯ เป็นเมนูคอกเทลเก๋ๆ เสิร์ฟในงานปาร์ตี้ ผสมอยู่ในสปาเก็ตตี้ โรยหน้าพิซซ่า ทานคู่ผักสลัด ฯลฯ สารพัดเมนูและโอกาสในการทาน ที่ดูห่างไกลจากคำว่า กุนเชียง ในจินตนาการของใครหลายคน
เราได้รู้จักกับกุนเชียงสายพันธุ์ใหม่ ในวันเปิดตัว “เจ๊เค็ง” ศูนย์ของฝากสุดชิค ที่ตระหง่านอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่ ในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง เขาใหญ่ เมืองปากช่อง กับมูลค่าโครงการเบาะๆ กว่า 30 ล้านบาท!
ไม่มีอะไรดูคร่ำครึในศูนย์ของฝากเจ๊เค็ง ตั้งแต่งานออกแบบตัวศูนย์ที่ดูทันสมัยไม่ต่างจากคอมมูนิตี้มอลล์ ร้านกาแฟฮิปๆ กับบรรยากาศคูลๆ ดูเข้ากับไลฟ์สไตล์ขาเที่ยวยุคนี้ แม้แต่ตัวเจ้าของ “เจ๊เค็ง-สายสุนีย์ เหลืองจารุ” ผู้ก่อตั้ง บริษัท เจ๊เค็ง ฟู้ดส์ จำกัด ก็ยังดูลุค “วัยสะรุ่น” ผิดจากมโนภาพของคำเรียก “เจ๊”
สิ่งเดียวที่ยืนยันความเก่าแก่ของที่นี่ คือประวัติศาสตร์ “กุนเชียงเจ๊เค็ง” ที่อยู่มานานกว่า 2 ทศวรรษ เริ่มจากตัวเจ๊เค็งซึ่งเป็นอดีตแม่ค้าเขียงหมู วันหนึ่งคิดแปรรูปกุนเชียงขาย เพื่อเพิ่มมูลค่า เสริมรายได้ ใครจะคิดว่าแค่กุนเชียงแซมขายบนแผงหมู จะขายดิบขายดี ชนิดมีลูกค้าสั่งออเดอร์แต่ละทีมากถึง “3-4 ตัน!” แถมผ่านไปไม่กี่วันก็ยังมาสั่งเพิ่มอีก เท่านั้นแหล่ะเจ๊เค็ง เลิกขายหมู แล้วหันมาเอาดีกับการทำกุนเชียงขาย ตั้งแต่ 24 ปี ก่อน โดยลงทุนทำโรงงานแรกที่ล้านต้นๆ กำลังการผลิตต่อวันอยู่ที่ประมาณ 300-400 กิโลกรัม...แต่เท่านั้นก็ใช่ว่าจะรองรับความสำเร็จของกุนเชียงเจ๊เค็งได้
“ตอนปี’40 คนอื่นเขาเจอวิกฤต แต่ปีนั้นกุนเชียงเจ๊เค็งกลับขายดีที่สุด!”
เธอตอกย้ำความสำเร็จที่สวนทางกับสถานการณ์วิกฤต ด้วยเหตุผลว่า ตอนวิกฤติปี 2540 มีคนถูกเลิกจ้างจำนวนมาก หลายคนเงินขาดกระเป๋า เลยต้องหาอาชีพเสริม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือมารับกุนเชียงเจ๊เค็งไปขาย ส่งอานิสงห์ให้กิจการขายดิบขายดี ขณะการทำธุรกิจของกิน เธอว่าไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเท่าไร เพราะต่อให้เศรษฐกิจแย่ แต่คนก็ยังต้องกินต้องใช้
แต่ใช่ว่าขายดีแล้วจะสบายเสมอไป เมื่ออุปสรรคใหญ่โถมเข้าใส่เจ๊เค็งอย่างจัง ตัวอุปสรรคที่ว่าคือ “ขาดคนทำงาน” เนื่องจากอดีตการทำกุนเชียงยังใช้ “แรงคน” เป็นหลัก
“ตอนนั้นเกือบล้มไปเพราะพนักงานไม่มี มีออเดอร์นะแต่ไม่มีคนทำ คนเราไม่พอเลยทำไม่ทัน จนถูกลูกค้าต่อว่า ก็ท้อ และอยากจะเลิกทำเหมือนกัน” เจ๊เค็งบอกความรู้สึกในชั่ววูบ
แต่เธอไม่เลือกที่จะยอมแพ้ เพราะมีเลือดนักสู้อยู่พอตัว เลยหาทางออกให้วิกฤต ด้วยการ “ใช้เครื่องจักร” มาแทนคน
“อดีตทำกุนเชียงใช้แรงงานเยอะมาก ตอนนั้นคนงาน 20 คน ผลิตได้แค่วันละ 300 กิโลฯ ปัจจุบันเรามีพนักงานประมาณ 30 คน แต่ใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วย แล้วลดการใช้คนลง จนมีกำลังการผลิตกว่า 80 ตันต่อเดือน!” เธอบอกกำลังการผลิตมหาศาล ตอกย้ำความสำเร็จที่ “ฉุดไม่อยู่” ของกุนเชียงเจ๊เค็ง
เจ๊เค็งชอบพัฒนา และไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ก็พวกเขามันประเภท “ไม่ยอมแก่” แม้แต่เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต ตลอดจนกระบวนการผลิต ก็ยังเลือกเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน และกล้า “ทุ่มทุนสร้าง” กับเรื่องนี้
“เราใช้เครื่องจักรนำเข้าจากเยอรมัน ใช้เงินลงทุนไปไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท” เจ๊เค็งบอก
ความกล้าที่จะทุ่มทุนสร้าง ก็เพื่อตอกย้ำหัวใจของการทำธุรกิจอาหาร ที่เธอบอกว่า “คุณภาพสำคัญที่สุด” และการใช้เครื่องจักรดี เทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็เพื่อยืดอายุสินค้าให้นานขึ้น พร้อมที่จะกระจายความอร่อยไปได้ไกลขึ้น เหตุนี้เองที่เป็นใบเบิกทางให้กุนเชียงเจ๊เค็งไปทำตลาดอยู่ทั่วเมืองไทย และไปไกลถึงต่างแดน โดยปัจจุบันส่งออกผ่านพาร์ทเนอร์ไปยัง ฮ่องกง บรูไน และมาเลเซีย ขณะที่ปีหน้าเจ้าตัวย้ำว่า จะเริ่มทำตลาดส่งออกเองเป็นครั้งแรก
ปัจจุบันกุนเชียงเจ๊เค็งขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของเมืองปากช่อง จากผู้ผลิตที่มีอยู่ประมาณ 10 ราย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท เจ๊เค็งครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 50% ทว่าพวกเขายังไม่จบเกมแค่นั้น และครั้งนี้ดูจะสนุกกว่าเดิมเสียด้วย
“เราไม่ได้ทำตลาดที่มีอยู่แล้ว แต่จะไปทำตลาดที่ยังไม่มี”
เจ๊เค็งบอกแผนการรบฉบับใหม่ ที่จะพลิกโฉมกุนเชียงเจ๊เค็งไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าไม่ใช่พันธกิจของเธอ แต่เป็นเวลาของทายาททั้ง 3 “พลอย-สุภัทรจรี”, “แพรว-แพรวพรรณ” และ “พี-วีรภัทร ศิริยุทธ์” วัย 24, 21 และ 19 ปี
โดยพี่คนโต “พลอย” เรียนจบการจัดการธุรกิจไซเบอร์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวทันทีหลังเรียนจบ โดยมาดูเรื่องการตลาดออนไลน์ และพัฒนาช่องทางขายใหม่ๆ เพื่อให้กุนเชียงเจ๊เค็งเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น
ส่วนน้องคนกลาง “แพรว” ที่กำลังจะจบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ที่เอแบค จะมารับหน้าที่ดูแลเรื่องการสร้างแบรนด์ “เจ๊เค็ง” ขณะทักษะด้านภาษาอังกฤษที่มีติดตัว บวกกับการมีเพื่อนต่างชาติจำนวนมาก คือแต้มต่อสำคัญในการมารับพันธกิจดูแลตลาดต่างประเทศให้เจ๊เค็งนับจากนี้
ปิดท้ายกับน้องเล็ก “พี” ที่ยังอยู่ระหว่างเรียนบริหารธุรกิจ ก็จะมารับหน้าที่ดูแลภาพรวมพร้อมร่วมขับเคลื่อนเจ๊เค็งให้เติบโตและยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต
“กุนเชียงในยุคของพวกเราจะเปลี่ยนไป จะไม่ได้เอาไปทำเมนูแบบเดิมๆ แต่จะปรับให้เข้ากับคนรุ่นใหม่มากขึ้น”
นั่นคือที่มาของรสชาติกุนเชียงที่จะหลากหลายขึ้น พร้อมเปลี่ยนพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ในการทานกุนเชียง ให้ทานง่ายเหมือนของทานเล่น ทดแทนไส้กรอกของคนตะวันตก ซึ่งอนาคตพวกเขาบอกว่า สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นแบบพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) คือแค่โยนเข้าเวฟ ก็ลิ้มรสความอร่อยได้ ส่วนตลาดก็จะขยายมาจับตลาดกลาง-บน และส่งออกให้มากขึ้น
“กุนเชียงเจ๊เค็งจะต้องเติบโตไปมากกว่านี้ เพราะเราสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้กว้างมาก อย่างไรคำว่า ‘ตลาดโลก’ เราจะไปถึงแน่นอน” ทายาทเจ๊เค็งประกาศความเชื่อมั่น
ไม่มีทายาทคนไหนแตกแถวไปทำอย่างอื่น และพร้อมมากๆ ที่จะเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัว เหตุผลหนึ่งคือการที่เจ๊เค็งให้ลูกๆ เข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจครอบครัวตั้งแต่เล็ก
“คุณแม่ท่านเป็นคนที่ทันสมัยมาก ปล่อยให้ลูกๆ ได้คิด ได้ออกไอเดีย และรับฟัง จำได้ว่าตั้งแต่เด็กเวลาทานข้าวกันเราจะมานั่งคุยว่า ธุรกิจจะเป็นอย่างไรต่อไป ท่านจะให้พวกเรามีส่วนร่วมอยู่ตลอด ทำให้ค่อยๆ ซึมซับธุรกิจของครอบครัวมา”
วันนี้เจ๊เค็งเลยได้ลูกๆ ที่พร้อมเข้ามาสานต่อธุรกิจ เข้าใจ และผูกพันกับธุรกิจของครอบครัว เธอบอกว่า ที่รับฟังลูกและเปิดโอกาสให้ได้แสดงความคิดเห็น ก็เพราะธุรกิจต้องเป็นการเจอกันของ “คนรุ่นเก่า” และ “คนรุ่นใหม่”
“มองว่า รุ่นใหม่กับรุ่นเก่าต้องเจอกัน ธุรกิจถึงจะไปได้ และเราจะไปเจอคนรุ่นใหม่ข้างนอกไม่ได้ด้วย ก็เจอกับลูกๆ นี่แหล่ะ แล้วเรียนรู้ตลาดจากเขา ถามว่าเจ๊เค็งกล้าเสี่ยงไหม กล้านะ เพราะคิดว่าอนาคตจะมีคนมาสานต่อแล้ว ฉะนั้นวันนี้ลูกคิดอะไรให้ลูกลองเต็มที่ และปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามา ต้องให้เขาทำ เพราะเป็นยุคของเขา”
ปัจจุบันกุนเชียงเจ๊เค็งมีรายได้ต่อปีหลักร้อยล้านบาท เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 15% ในปีหน้า คนขายกุนเชียงบอกเราว่า ยังมีอะไรใหม่ๆ ให้ได้ติดตามอีกมาก พร้อมๆ กับการพิสูจน์ตัวเองของคนรุ่นลูก อย่างการทำตลาดต่างประเทศด้วยตัวเองที่จะเริ่มในปีหน้า เมนูกุนเชียงสะเทือนวงการที่จะปล่อยมาในปลายเดือนธันวาคมนี้ กับ “ทีเด็ด” ที่ยังซุกซ่อนอยู่อีกมากในธุรกิจของพวกเขา
เพื่อก้าวข้ามความจำเจ สู่กุนเชียงสายพันธุ์ใหม่ ที่ยังคงเติบโตและไปต่อได้ในโลกยุคต่อจากนี้
................................................
Key to success
สูตรเด็ดธุรกิจกุนเชียง “เจ๊เค็ง”
๐ คิดในสิ่งที่คนอื่นไม่คิด ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ
๐ ทำของดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ
๐ เปลี่ยนรสชาติ รูปลักษณ์ และวิธีการกินให้เข้ากับคนรุ่นใหม่
๐ พัฒนาไม่หยุดนิ่ง หาโอกาสในตลาดใหม่ๆ
๐ เปิดโอกาสให้คนรุนใหม่ ได้เข้ามาสานต่อธุรกิจ
๐ ไม่ได้มองแค่ตลาดไทย แต่คือ ตลาดโลก







