วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยังผันผวน/เน้นเลือกซื้อเป็นรายบริษัท

ในช่วงนี้ตลาดหุ้นสหรัฐได้รับหนุนจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดี

- เจ้าหน้าที่เฟดระดับสูงหลายรายระบุใน FOMC Minute ในการประชุมเมื่อเดือนต.ค.2015 ว่าขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะรองรับการเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC 15-16 ธ.ค.นี้ และทยอยปรับขึ้นต่อในปี 2016 โดยเราคาดว่าประเด็นหลักที่ทำให้เฟดเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย คือ 1) อัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับขึ้น โดยในเดือนต.ค.บวกขึ้น 0.2%MoM หลังจากที่ติดลบต่อเนื่องใน 2 เดือนก่อน และมีแนวโน้มว่าอัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวมากขึ้นในปีหน้า และ 2) อัตราการว่างงานสหรัฐทยอยปรับลดลงจากสูงกว่า 10% มาเป็น 5.0% ในเดือนต.ค.2015 ซึ่งใกล้กับอัตราการว่างงานระยะยาวที่กำหนดไว้ที่ 4.9% แล้ว 

• คาด ECB จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม - นายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB กล่าวสุนทรพจน์ที่แฟรงก์เฟิร์ตว่า ECB จะดำเนินการในสิ่งที่จำเป็นเพื่อที่จะกระตุ้นเงินเฟ้อถ้ายังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค.2015 ของยูโรโซนอยู่ที่เพียง 0.1% ยังห่างจากเป้าหมายระยะยาวที่ 2% มาก ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่า ECB จะมีมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีก เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก, การขยายโครงการซื้อพันธบัตร (QE) ทั้งนี้ ECB จะมีประชุมรอบสุดท้ายของปีนี้ในวันที่ 3 ธ.ค.2015

• จับตาการเมืองต่างประเทศ - ประเทศตะวันตกและรัสเซียร่วมมือต่อต้านภัยก่อการร้ายจากกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ในซีเรียและอิรัก โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษมีการประชุมร่วมกับประธานาธิบดีฝรั่งเศสในวันจันทร์ที่ 23 พ.ย.เพื่อหารือถึงความร่วมมือต่อต้านภัยก่อการร้ายและการโจมตีกลุ่ม IS และนายกรัฐมนตรีอังกฤษเตรียมเดินหน้าผลักดันให้รัฐสภาอนุมัติการโจมตีทางอากาศกลุ่ม IS ในซีเรียภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ด้านเบลเยียมก็ได้ประกาศยกระดับการเตือนภัยก่อการร้ายสู่ขั้นสูงสุด (ระดับ 4) ในกรุงบรัสเซลส์ ส่วนรัสเซียได้เข้าโจมตีทางอากาศฐานที่มั่นกลุ่ม IS ในซีเรียกว่า 70 ครั้งในวันเสาร์ที่ 21 พ.ย.2015

• ค่าเงิน US$ อยู่ในแนวโน้มแข็งค่า - กระแสคาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ธ.ค.2015 นี้มีมากขึ้น (โอกาสความเป็นไปได้ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 70% จากผลสำรวจนักวิเคราะห์ชั้นนำ) และจะทยอยปรับขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า ส่งผลให้ค่าเงิน US$ อยู่ในแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งเป็นลบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น ทั้งหุ้น น้ำมัน ทองคำ ฯลฯ เนื่องจากมีโอกาสที่จะเกิดผลขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยนในพอร์ตการลงทุนมีสูง และประเด็นนี้อาจทำให้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น Emerging Markets ได้อีก หรือถ้าไหลออกไปมากแล้วก็จะไม่ไหลกลับเข้ามาโดยเร็วในช่วงที่ดอกเบี้ยสหรัฐทยอยปรับขึ้น

• คาดตลาดหุ้นไทยแกว่งในกรอบ – โดยระยะ 1 เดือนอยู่ในช่วง 1350-1450 จุด ส่วนในระยะสั้นมากกำลังจะทดสอบแนวต้าน 1400 จุด (วันศุกร์ 20 พ.ย.2015 ดัชนีปิดที่ 1393.84 จุด) ถ้าผ่านขึ้นไปได้ก็ทดสอบแนวถัดไปที่ 1410-1420 จุด ปัจจัยหนุน คือ ความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐผ่อนคลายลงหลังเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งมากพอที่จะรับมือกับการปรับขึ้นดอกเบี้ย รวมทั้งคาดว่า ECB, ธนาคารกลางจีน และธนาคารกลางญี่ปุ่น จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะเงินเฟ้อยูโรโซนยังต่ำกว่าเป้าหมายมาก, ทางการจีนมีเป้าหมาย GDP Growth ต่อปีที่ 7% และเศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะ Technical Recession แล้ว คือ GDP Growth ติดลบ 2 ไตรมาสต่อเนื่องใน 2Q15 และ 3Q15... ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ที่เข้ามาจะช่วยหนุนตลาดเป็นช่วงๆ...แต่เรายังประมาทเรื่องกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ไม่ได้ เพราะเงิน US$ มีสิทธิแข็งค่าเร็วขึ้นในช่วงก่อนประชุมเฟด ซึ่งอาจกดให้ตลาดหุ้นอ่อนตัวลงในช่วงนั้นได้ (เฟดประชุม 15-16 ธ.ค.2016) รวมทั้งยังต้องติดตามเรื่องภัยก่อการร้ายอย่างใกล้ชิดด้วย

• กลยุทธ์การลงทุน เน้นเลือกซื้อเป็นรายบริษัท - สำหรับกำไรบจ.ไทยในปี 2016 คาดว่าจะเติบโตได้ดีขึ้นจากฐานที่ต่ำมากในปี 2015 ในเบื้องต้นเราคาดการณ์ไว้ที่ +17% ทำให้ EPS ตลาดจะเป็น 80 จุด ณ ระดับ SET Index 1393 จุด มีค่า Forward P/E ปี 2016 ที่ 17.4 เท่า (Median +1.6SD) ถือว่าอยู่ในโซนค่อนข้างแพง ดังนั้นการลงทุนใหม่จึงต้องระมัดระวังสูง และเน้นเลือกซื้อเป็นรายบริษัทน่าจะเหมาะกว่า

• DBSV Retail Research แนะหุ้นน่าสนใจลงทุน - สำหรับหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีที่เราให้เป็น Core Picks สำหรับปี 2016 คือ AOT, CPN, CK, STEC, KBANK, KCE, LH, MINT, PTT, SCC โดยการอ่อนตัวของราคาหุ้นเป็นจังหวะทยอยซื้อลงทุนระยะกลาง-ยาว ส่วนหุ้น Dark Horse เป็น ANAN, PREB, GL, MTLS และหุ้นปันผลสูงที่น่าสนใจ คือ CPNRF, INTUCH, MODERN, SC, TCAP