กำไรไตรมาส 3/58 ตามคาด ลุ้นกำไรหลักไตรมาส 4/58ทำสถิติสูงสุดใหม่
เป็นไปตามที่คาด
กำไรหลักไตรมาส 3/58 อยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท ลดลง 15% YoY และ 2% QoQ เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด กำไรสุทธิลดลง 13% QoQ จากกำไรพิเศษจากการขายอพาร์ทเม้นท์ในสหรัฐอเมริกา 204 ล้านบาท ในไตรมาส 2/58 และไม่มีรายการพิเศษในไตรมาส 3/58
ประเด็นหลักผลประกอบการ
ผลประกอบการที่อ่อนตัวดังกล่าวเนื่องจากรายได้จากโครงการที่อยู่อาศัยที่อ่อนตัวลง (ลดลง 11% YoY ที่ 2.3 พันล้านบาท) อัตรากำไรขั้นต้นของโครงการที่อยู่อาศัยที่บางลง (ลดลง 2.1% YoY อยู่ที่ 34.2% ในไตรมาส 3/58 และส่วนแบ่งกำไรที่ต่ำลงจากบริษัทในเครือ ) ลดลง 6% YoY จากกำไรส่วนแบ่งที่ลดลงจาก QH และ QCON) สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายทรงตัว YoY และ QoQ ที่ 14.5% ในไตรมาส 3/58 ทั้งนี้เมื่อเทียบไตรมาสกับไตรมาส 2/58 นั้นพบว่ากำไรที่ลดลงเล็กน้อยในไตรมาส 2/58 เนื่องจากยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยที่ลดลง 1% QoQ และกำไรส่วนแบ่งจากบริษัทในเครือลดลง 3% QoQ (ลดลงจาก QH และ HMPRO) มีเพียงกำไรส่วนแบ่งจาก LHBANK เท่านั้นที่รายงานการเติบโตทั้ง YoY และ QoQ อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 0.7 เท่า ณ สิ้นเดือนมิ.ย. เป็น 0.8 เท่า ณ สิ้นเดือนก.ย.
แนวโน้ม
LH น่าจะสามารถรายงานกำไรหลักในไตรมาส 4/58 ดีที่สุดของปีและมีแนวโน้มกำไรหลักทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ โดย 3โครงการคอนโดขนาดใหญ่จะหนุนรายได้ในไตรมาส 4/58 ทำสถิติสูงสุดได้ประมาณ 10 พันล้านบาท ประกอบด้วย โครงการเดอะคีย์ วุฒากาศ (มูลค่าโครงการ 1.2 พันล้านบาท จองเต็มแล้ว) , โครงการเดอะรูม ถนนปั้น (มูลค่าโครงการ 1.7 พันล้านบาท จองแล้ว 72%) และโครงการเดอะรูม พระราม 4 (มูลค่าโครงการ 2.2 พันล้านบาท จองเต็มแล้ว) อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิคาดลดลง YoY จากฐานที่ค่อนข้างสูงมากจากกำไรพิเศษ 1.5 พันล้านบาทจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาฯ (property fund) ในไตรมาส 4/57
บริษัทวางแผนที่จะขายโรงแรมเทอมินัล 21 (LH ถือในสัดส่วน 60%) เข้ากอง REIT ที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ในไตรมาส 4/58 ซึ่งส่งผลให้มีกำไรพิเศษเกิดขึ้น โดยขนาดของทรัสต์อยู่ที่ 4 พันล้านบาท โดยหากสมมติฐานที่ว่า LH ลงทุนในกอง REIT เท่ากับ 10-15% ทำให้เราคาดกำไรจากการขายอยู่ที่ประมาณ 733-825 ล้านบาท ซึ่งหมายถึงมีอัพไซด์ต่อผลประกอบการปี 2558 ของเราประมาณ 11-12%
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
กำไรหลัก 9 เดือนแรกของปี 2558 คิดเป็น 66% ของประมาณการปี 2558 ทั้งปี (คิดเป็น 69% ที่ตลาดประมาณการ) และเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลงประมาณการ เราได้รวมความเสี่ยงประมาณ 5% ต่อเป้ารายได้ของผู้บริหารจากโครงการที่อยู่อาศัยที่ 28 พันล้านบาทปี 2558 ในประมาณการแล้ว โดยเรามองข้ามความเสี่ยงที่ยอดจองซื้อใหม่สำหรับปี 2558 ที่มีโอกาสพลาดเป้าหมายของบริษัท 34 พันล้านบาทแล้ว (9 เดือนแรกของปี 2558 ยอดจองซื้อใหม่คิดเป็นเพียง 50% ของเป้าหมายปี 2558 เท่านั้น)
คำแนะนำ
เราชื่นชอบ LH เป็นหนึ่งในหุ้นที่เราแนะนำมากที่สุดในปี 2559 จากแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการในปี 2559 ที่มีความขัดเจนเนื่องจากคอนโดเสร็จพร้อมโอนนั้นจะเติบโตแบบก้าวกระโดดจากเพียง 6 พันล้านบาท ในปี 2558 เป็นสูงถึง 19 พันล้านบาทในปี 2559 ได้แก่คอนโดขนาดใหญ่ 4 แห่งจะเริ่มโอนในปี 2559-โครงการเดอะรูม สุขุมวิท 69 จะเริ่มโอนในไตรมาส 1/59, โครงการ 333 ริเวอร์ไซด์ ในไตรมาส 3/59, โครงการเดอะรูม สาทร 11 และ เดอะแบงค็อค สาทร จะเริ่มโอนในไตรมาส 4/58 ทั้งนี้ยอดขายรอรับรู้รายได้คิดเป็น 23% ของประมาณการรายได้ของเราสำปรับปี 2559 ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดของบริษัท เราคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ด้วยราคาเป้าหมาย(คิดด้วยวิธี SOTP) ที่ 9.80 บาท (PER ของธุรกิจที่อยู่อาศัย ที่ 16 เท่า และมูลค่าตลาดของการลลงทุนอยู่ที่ 3.0บาท/หุ้น) ปัจจุบัน LH ซื้อขายกันที่ค่า PER ปี 2559 ที่ 13.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2549-2557 ที่ 15.4 เท่า






