กระทรวงพาณิชย์ ประสานธนาคารโลก เร่งวางระบบจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจตามมาตรฐานสากล ก่อนกฏหมายจะมีผลบังคับใช้ประมาณกลางปี 59
นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ….. ว่า หลังจากร่างฯ ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 240 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนกรกฎาคม 2559 โดยกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจถือเป็นมิติใหม่ของแวดวงธุรกิจและภาคการเงินของไทยที่ผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าที่ใช้ในการประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกัน และการชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้น ได้แก่ กิจการ สิทธิเรียกร้อง สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบที่ผลิตสินค้า อสังหาริมทรัพย์ในกรณีผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเป็นการปลดล็อคผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า มีเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อเพียง 800,000 ราย จากที่มีอยู่กว่า 2.8 ล้านรายทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมฯ เร่งเตรียมความพร้อมก่อนมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งการจัดตั้งสำนักงานทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจและการยกร่างกฏหมายลำดับรองขึ้นมารองรับ รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีการจดทะเบียนที่เป็นแบบ Real Time ให้สถาบันการเงินสามารถแจ้งข้อมูลเข้าระบบได้ทันที ซึ่งได้บูรณาการความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านหลักประกันทางธุรกิจจากบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารโลกมานั่งเป็นที่ปรึกษาพิเศษ เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำตามแนวปฏิบัติสากลทั้งด้านกฎหมาย กระบวนงานด้านเทคโนโลยี ผู้บังคับหลักประกันด้านประชาสัมพันธ์ และด้านการอบรมให้ความรู้ผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมจะเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา จนกว่ากฎหมายฯ มีผลบังคับใช้ตลอดจนช่วยทำการวิเคราะห์ประเมินผลหลังการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อนำข้อสรุปที่ได้มาทำการปรับปรุงกระบวนการบังคับใช้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจในอนาคต
นอกจากนี้ ยังต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงเตรียมจัดงานสัมมนา “กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ : ทางเลือกใหม่ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน” วันที่ 3 ธันวาคม 2558 ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้าร่วมงานฯ กว่า 1,000 คน ทั้งผู้ให้หลักประกัน หรือผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี และผู้รับหลักประกัน หรือสถาบันการเงิน ตลอดจนบุคคลและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบถึงทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน บทบัญญัติของกฎหมาย รวมทั้งสิทธิหน้าที่ต่าง ๆ
ทั้งนี้ กฎหมายฯ ยังกำหนดให้มีระบบการบังคับหลักประกันที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ซึ่งจะเป็นการลดภาระทางศาลและการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีตลอดจนลดปัญหาการกู้ยืมเงินนอกระบบของผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ทำให้เกิดผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจัดลำดับความยากง่ายในการเริ่มต้นธุรกิจ หรือ Ease of Doing Business ตามตัวชี้วัดของธนาคารโลกด้านการให้สินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีใช้ประโยชน์จากกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจในปีแรก (เมื่อมีผลบังคับใช้) ประมาณ 280,000 ราย หรือร้อยละ 10 ของจำนวนเอสเอ็มอีไทยทั้งหมด






