กำไร 3Q58 ลดลง 19%YoY และ 12%QoQ ทำให้คาดกำไรปีนี้หดตัว 7%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- กำไร 3Q58 ลดลง 19%YoY และ 12%QoQ 9M58 กำไรสุทธิลดลง 34% : ในช่วง 3Q58 มีกำไรสุทธิ 10,117 ล้านบาท ลดลง 19%YoY และ 12%QoQ ต่ำกว่าคาดการณ์ของฝ่ายวิจัย 8% เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญรวม 7.5 พันล้านบาทสูงกว่าสมมติฐาน 25% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)อยู่ที่ 3.57% ลดลงจาก 3.59% ใน 2Q58 และ 3.79% ใน 3Q57 อย่างไรก็ดี อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ระดับ 41.6% ลดลงจาก 42% ใน 2Q58 และ 3Q57 และต่ำกว่าสมมติฐานที่ระดับ 43.1% ในช่วง 9M58 มีกำไรสุทธิ 23,880 ล้านบาท ลดลง 34%
- คงประมาณการทั้งปี 58 ตามเดิมซึ่งลดลง 7% และคาดจะพลิกเติบโต 8% ในปี 59 : กำไร 9M58 คิดเป็น 79% ของประมาณการทั้งปีที่ 42,990 ล้านบาท ซึ่งลดลง 7% จากปี 57 ในเบื้องต้นเรายังคงสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญทั้งปีราว 2.1 หมื่นล้านบาท เหลือส่วนที่ตั้งเพิ่มในไตรมาสสุดท้ายราว 3.4 พันล้านบาท ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีตามเดิม ซึ่งคาดจะพลิกกลับมาเติบโตราว 14% ในปี 59 เป็น 4.9 หมื่นล้านบาท
- สินเชื่อ 9 เดือนแรกปี 58 เติบโต 3.3% จากปลายปี 57 : สินเชื่อปลายเดือนก.ย. 58 อยู่ที่ 1.58 ล้านล้านบาทเติบโต 3.3% จากปลายปี 57 จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL)ที่เพิ่มขึ้น 28%YTD ส่งผลให้อัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2.62% จากระดับ 2.39% ใน 2Q58 และ 2.24% ณ ปลายปี 57 และการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นทำให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยสูญต่อ NPL (Coverage Ratio) อยู่ที่ระดับ 132% ลดลงไม่มากจากระดับ 138% ณ ปลาย 2Q58
- คงคำแนะนำ“ซื้อ” ราคาเหมาะสม 224 บาทสำหรับปี 59: ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวของ KBANK ยังดีและการบริหารจัดการลูกหนี้กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษยังทำได้ดี การเกิด NPL เพิ่มขึ้นเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจชะลอ ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าธนาคารขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเห็นผลดีชัดเจนในปี 59 ส่งผลให้ผลประกอบการยังมีศักยภาพในการพลิกกลับมาเติบโตได้ ด้านฐานะเงินกองทุนยังแข็งแกร่งโดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 17.73% อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier I) เท่ากับ 14.61% ฝ่ายวิจัยได้ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 59 ซึ่งอิง Prospect P/BV ที่ระดับ 1.6 เท่าได้เท่ากับ 224บาทยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”






