กำไรดีกว่าคาดจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
กำไรกระโดดตัวสูงกว่าที่เราคาด 23%
KKP รายงานกำไรไตรมาส 3/58 ที่ 923 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% YoY และ 23% QoQ ซึ่งสูงกว่าที่เราและตลาดคาด 23% และ 25% ตามลำดับ โดยมีปัจจัยหลักจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% ในไตรมาสนี้ (เมื่อเทียบกับที่เราคาดไว้ที่ 4.0%) ทั้งนี้กำไรงวด 9 เดือนปี 2558 เพิ่มขึ้น 9% YoY ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 79% ของประมาณการกำไรของเราที่ 2.96 พันล้านบาท
ประเด็นหลักจากผลประกอบการ
ยอดสินเชื่อปรับตัวสูงขึ้น 0.6% QoQ (แต่ลดลง 4.2% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน) มาอยู่ที่ 1.77 แสนล้านบาท (หนุนโดยสินเชื่อบรรษัท) ซึ่งตรงกับประมาณการของเรา ในขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น 94 bps YoY และ 57bps QoQ มาอยู่ที่ 4.48% ในไตรมาส 3/58 จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่ลดลง ส่วนรายได้ค่ธรรมเนียมหดตัวลง 8% YoY แต่เพิ่มขึ้น 18% QoQ มาอยู่ที่ 1 พันล้านบาท จากธุรกิจประกันและกองทุนที่ปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งมีการฟื้นตัวที่ดีในตลาดทุน
KKP ตั้งค่าสำรองเผื่อหนี้สูญฯ (LLP) อยู่ที่ 941 ล้านบาทในไตรมาส 3/58 เพิ่มขึ้น 65% YoY และ 80% QoQ เราประเมินว่า การสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯน่าจะอยู่ที่ 700 ล้านบาท ทางด้านสัดส่วนหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมนั้นลดลงเหลือ 6.6% ณ สิ้นเดือน ก.ย. จากเดิมอยู่ที่ 6.9% ในสามเดือนก่อนหน้า ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 80.2% จากเดิมอยู่ที่ 73.2% ในสามเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของ KKP ปรับตัวลง 4.2% QoQ มาอยู่ที่ 1.16 หมื่นล้านบาท
แนวโน้ม
เราคาดว่า KKP จะสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/58 รวมทั้งมีการตั้งด้อยค่าของสินทรัพย์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาส 4/58 มีแนวโน้มปรับตัวลง QoQ แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY อย่างไรก็ตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นในไตรมาส 4/58 จะช่วยลดผลกระทบจากการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯได้บ้าง
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
เรายังคงใช้ประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 เดิม ด้วยความคาดหมายว่าบริษัทจะมีการฟื้นตัวของผลประกอบการในไตรมาส 4/58และปี และปี 2559
คำแนะนำ
เรามองว่าธุรกิจของ KKP มีความเสี่ยงจากภาวะสินเชื่อเช่าซื้อที่ฟื้นตัวช้า (ในกลุ่มรถมือสอง) การสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯที่สูงกว่าประมาณการ และผลขาดทุนจากการขายสินทรัพย์มากกว่าคาด โดยผลประกอบการอาจต่ำกว่าคาดหากเศรษฐกิจขับเคลื่อนตัวช้ากว่าที่เรามองกันไว้ ซึ่งอาจส่งผลให้ KKP ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯมากกว่าที่เราประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม KKP ซื้อขายที่ระดับ PBV เพียง 0.75 เท่า ในปี 2558 และ 0.72 เท่าในปี 2559 โดยเรามองว่าผลประกอบการในปี 2559 ที่ดีขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อที่ดีขึ้น การบริหารจัดการส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นและรายได้ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น (จากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับตลาดทุน และธุรกิจประกันที่ดี) จะช่วยลดหย่อนผลกระทบจากการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯได้ เราจึงปรับคำแนะนำ KKP เป็น “ถือ” จาก “ขาย” แต่หากเลือกธนาคารที่หนุนโดยสินเชื่อเช่าซื้อ เรายังคงแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” หุ้น TCAP (จากสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อหนี้ทั้งหมดที่ต่ำกว่าอยู่ที่ 3.5% รวมทั้งมีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสะสมต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่สูงกว่าอยูที่ 110%)






