'เจดับเบิ้ลยูดี' สวยถูกใจ 'ขาใหญ่'

'เจดับเบิ้ลยูดี' สวยถูกใจ 'ขาใหญ่'

'ผู้นำโลจิสติกส์ภาคพื้นดินครบวงจรในอาเซียน' กลยุทธ์เติบโต บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ 'ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา' ทายาทรุ่น 2

เมื่อเป้าหมายการทำธุรกิจ คือ 'ผู้นำโลจิสติกส์ภาคพื้นดินครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน' บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ หรือ JWD ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดินที่มีความเชี่ยวชาญมานานกว่า 35 ปี ของ 'ตระกูลบัณฑิตกฤษดา' (สัดส่วนการลงทุน 50.44%) จึงเริ่มออกตามหาเพื่อนใหม่ เพื่อจับมือร่วมทุนหรือซื้อกิจการ

ก่อนบริษัทจะประกาศขายหุ้นไอพีโอ ราคาหุ้นละ 11 บาท (ปัจจุบันซื้อขายเฉลี่ย 14.57 บาท) 'นเรศ งามอภิชน' นักลงทุนรายใหญ่ ประจำบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ติดต่อขอเข้าพบผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อขอซื้อหุ้นไอพีโอ ในส่วนของผู้มีอุปการะคุณเฉลี่ยเกือบ 1% ก่อนจะเข้ามาทยอยเก็บเพิ่มเติมในกระดาน ล่าสุดครอบครองหุ้น JWD เกือบ 3%

'แม้ผู้บริหารยังหนุ่มอายุน้อย แต่เขาเป็นคนเก่ง วิสัยทัศน์กว้างไกล ฉะนั้นผมเชื่อว่า ธุรกิจยังคงเติบโตได้อีกไกล' นักลงทุนไซด์พันล้าน กล่าวด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น

'เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์' เริ่มก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2522 เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการขนย้ายสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ลูกค้าหลักในช่วงแรก คือ สถานฑูต ,องค์การสหประชาชาติ หรือ UN และบริษัทน้ำมันข้ามชาติ เป็นต้น ผ่านมาถึงปี 2532 บริษัทได้ลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าแห่งแรกในย่านมีนบุรี พื้นที่ประมาณ 2 หมื่นตารางเมตร

ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจหลัก 5 กลุ่ม คือ 1.บริการรับฝากและบริหารสินค้า ครอบคลุมสินค้าทั่วไป สินค้าอันตราย ยานยนต์และส่วนประกอบ สินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็ง 2.ธุรกิจรับขนส่งสินค้าในประเทศและขนส่งสินค้าข้ามแดน 3.ธุรกิจรับขนย้ายในประเทศและต่างประเทศเจาะกลุ่มบุคคลและองค์กร 4.ธุรกิจให้บริการรับฝากเอกสารและจัดการข้อมูลและ 5.ธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ ให้เช่าอาคารและคลังสินค้า รวมถึงให้บริการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

'ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา' ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ เล่าให้ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' ฟังว่า เข้ามาช่วยงานครอบครัวครั้งแรกในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทได้รับงานบริหารสินค้าและรับฝากสินค้า พร้อมทั้งขนส่งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง และย่านมีนบุรี ทำงานได้ไม่นานก็เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ เมื่อจบการศึกษาก็กลับมาช่วยบริษัทใหม่อีกครั้ง ด้วยการขยายธุรกิจเข้าไปในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น สินค้าเคมี และรถยนต์ เป็นต้น

ทายาทรุ่น 2 แจกแจงแผนธุรกิจว่า สำหรับ 'ธุรกิจให้บริการรับฝาก บริหารสินค้าบนพื้นที่ทั่วไป และพื้นที่เขตปลอดภาษี' (Free Zone) ที่ผ่านมาสร้างรายได้ให้บริษัทมากถึง 75% โดยเน้นรับฝากสินค้าหลากหลายประเภท เช่น สินค้าทั่วไป ,สินค้าอันตราย ,รถยนต์ และสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็ง

ปัจจุบันมีพื้นที่คลังสินค้าทั้งหมด 7.5 แสนตารางเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 85 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่คลังทั่วไป พื้นที่คลังสินค้าเขตปลอดอากร 1.84 แสนตารางเมตร และพื้นที่คลังสินค้าอันตรายที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง 1.2 แสน ตารางเมตร

ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่ห้องเย็น 3 แห่ง คือ 1.มหาชัย พื้นที่ 3.5 หมื่นตารางเมตร ล่าสุดกำลังอยู่ระหว่างขยายพื้นที่เพิ่มเติมอีก 2 หมื่นตารางเมตร โดยจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปีหน้า 2.บางนา กม.19 พื้นที่ 1 หมื่นตารางเมตร 3.มีนบุรี-สุวินทวงศ์ พื้นที่ 1 หมื่นตารางเมตร รวมพื้นที่ห้องเย็น 8 หมื่นตารางเมตร

บริษัทได้รับการคัดเลือกจากท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อปี 2546 ให้เป็นผู้รับสัมปทานบริหารคลังสินค้าอันตราย อายุสัญญา 30 ปี ปัจจุบันมีปริมาณตู้ประมาณ 9 พัน-1 หมื่นตู้ต่อเดือน คาดว่า ปี 2559 ปริมาณตู้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการนำระบบไอทีมาช่วยบริหารจัดการ โดยได้สร้างระบบ DG-NET ในการลงทะเบียนและบันทึกข้อมูลสินค้า

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนตลาดภายในประเทศ บริษัทจะโฟกัสการเติบโตในอุตสาหกรรม 4 ประเภท คือ 'เคมี-ห้องเย็น-รถยนต์ และสินค้าทั่วไป' โดยที่เน้นการใช้พื้นที่ Free Zone ล่าสุดบริษัทเตรียมลงทุนสร้างห้องเย็น มูลค่าเงินลงทุน 160 ล้านบาท และปรับปรุงคลังสินค้าเคมีนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง มูลค่า 60 ล้านบาท รวมถึงลงทุนรถหัวลาก 35 ล้านบาท คิดเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 672 ล้านบาท

'ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนสินค้าที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษอยู่ที่ 75% และสินค้าทั่วไป 15% ซึ่งสินค้าที่ต้องดูแลเป็นพิเศษจะมีมาร์จิ้นค่อนข้างสูง'

'ผู้บริหารหนุ่มวัย 39 ปี' เล่าต่อว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2559 บริษัทจะมีคลังสินค้าใน 3 ประเทศ จำนวนพื้นที่ 6.49 พันตารางเมตร เงินลงทุน 390 ล้านบาท แบ่งเป็นประเทศพม่า 2.87 พันตารางเมตร กัมพูชา 2.87 พันตารางเมตร และลาว 750 ตารางเมตร โดยการลงทุนในทุกประเทศบริษัทเน้นจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่น หรือพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วในประเทศนั้นๆ

ล่าสุดบริษัทได้ตกลงความร่วมมือเป็นพันธมิตรธุรกิจกับ 'อาร์เอ็มเอกรุ๊ป' (RMA Group) ผู้นำธุรกิจอาหารและยานยนต์รายใหญ่ในกลุ่ม CLMV ซึ่งพันธมิตรรายนี้เป็นเจ้าของแฟรนไชส์อาหารอย่างเดอะ พิซซ่าคอมปะนี, สเวนเซ่นส์, แดรี่ควีน เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทยังได้ร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้บริการโลจิสติกส์ในกลุ่ม CLMV

ขณะเดียวกันยังมีแผนจะเข้าไปลงทุนในประเทศ 'ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-เวียดนาม' ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งประเทศดังกล่าวมีผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์อยู่แล้ว ฉะนั้นต้องหาจังหวะการลงทุนดีๆ เราต้องนำจุดแข็งที่มีอยู่ไปแข่งขัน

เขา พูดถึงแผนธุรกิจระยะยาวว่า ในปี 2563 บริษัทจะมีคลังสินค้าเพิ่มขึ้นใน 3 ประเทศ คือ ประเทศกัมพูชา,ลาว และพม่า รวมพื้นที่ประมาณ 7 หมื่นตารางเมตร เนื่องจากประเทศดังกล่าวยังไม่มีคลังสินค้าที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะห้องเย็น ฉะนั้นเมื่อบริษัทเข้าไปเปิดให้บริการ เชื่อว่าจะมีลูกค้าสนใจเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น ล่าสุดได้เข้าไปปรับปรุงคลังสินค้าของพันธมิตรในประเทศลาวแล้ว

'ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศของบริษัทอยู่ที่ 8-10% ซึ่งจะมาจากธุรกิจขนย้ายสินค้าเป็นหลัก และภายในปี 2563 สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% โดยจะมาจากธุรกิจขนย้าย และธุรกิจโลจิสติกส์' 

เมื่อถามถึง 'จุดแข็ง' ผู้บริหาร เล่าว่า 1.บริษัทเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภาคพื้นดินครบวงจร ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้าได้ครบถ้วน 2.บริษัทมุ่งเน้นการให้บริการในกลุ่มธุรกิจที่มีความซับซ้อนสูงกว่าการให้บริการทั่วไป เช่น การบริหารจัดการคลังสินค้าอันตราย ,สินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นแช่แข็ง ,สินค้ารถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องการความถูกต้อง และรวดเร็วในการให้บริการ 3.บริษัทนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาช่วยในการบริหารจัดการคลังสินค้า เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวถูกพัฒนาโดยบริษัทในเครือ

ประธานกรรมการบริหาร เล่าถึงธุรกิจอื่นๆว่า สำหรับ 'ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศ และสินค้าข้ามแดน (Cross Border)' ปัจจุบันเรามีรถขนส่งสินค้า 155 คัน เพื่อให้บริการขนสินค้าให้กับลูกค้าที่จัดเก็บสินค้ากับบริษัท

ส่วน 'ธุรกิจให้บริการขนย้ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ' ปัจจุบันบริษัทได้ให้บริการขนย้ายของให้กับลูกค้าที่ซื้อบ้านของ บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ หรือ LH 'ธุรกิจให้บริการจัดการข้อมูล และเอกสารอย่างครบวงจร' ล่าสุดบริษัทรับจัดเก็บเอกสารประมาณ 7 แสนกว่ากล่อง และยังรับทำลายเอกสารด้วย

'บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ที่ระดับ 17% และจะสร้างอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับ 35%' 

'ชวนินทร์' บอกว่า บริษัทจะได้รับผลดีจากการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเมื่อความเชื่อมั่นกลับคืนมา ภาคเอกชนจะเริ่มขยายการผลิตอีกครั้ง ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนด้วย
สำหรับภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ในเมืองไทยและอาเซียน ส่วนตัวมองว่า มีแนวโน้มจะขยายตัวต่อเนื่อง หลังไทยก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงปลายปี 2558 ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยายฐานการผลิตในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา-ลาว -พม่าและเวียดนาม)

ทั้งนี้ในแง่ของรายได้ในปี 2558 บริษัทเชื่อว่า จะขยายตัวมากกว่าปีก่อนที่มีรายได้ 2.2 พัน ล้านบาท เพราะธุรกิจคลังสินค้ายังเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีผลประกอบการของบริษัทในช่วง 3 ปีก่อน (2555-2557) มีอัตราเติบโตต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 1.67 พันล้านบาท 2.11 พันล้านบาท และ 2.28 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนในงวด 6 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทมีรายได้รวม 1.17 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.91%

'บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งอาจต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง' นายใหญ่ กล่าวทิ้งท้าย