"อภิศักดิ์" รมว.คลัง เตรียมปรับโครงสร้างพื้นฐานการเงินทั้งหมด คาดเป็นรูปธรรมใน 1 เดือน คาดเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปีหน้าอยู่ที่ 1.3 แสน
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่าง การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการเงิน E-Payment โดยดึงทุกหน่วยงานมาร่วมทำงานอย่างบูรณาการ เพื่อลดการชำระด้วยเงินสด และหันไปใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนมาใช้ในการชำระสินค้าต่างๆ และเชื่อมโยงระบบกับกรมสรรพาการในการหักภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีการชำระค่าสินค้าและบริการ ช่วยให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านบัตรประชาชน เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินมาตราการอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยจะดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมสรรพากร สมาคมธนาคารไทย เพื่อพัฒนารูปแบบบัตรอิเล็คทรอนิกส์ที่สามารถชำระเงิน เช่น ในบัตรประชาชน โดยคาดว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินทั้งหมดจะเห็นได้ภายใน 1 เดือน
ส่วนนโยบายให้เกิดการลงทุนในประเทศ กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างศึกษาพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาใหม่ จากปัจจุบันจัดเก็บอัตราสูงสุด 45% เพื่อให้สอดคล้องกับนิติบุคคลที่ลดลงไปเหลือ 20% เพื่อไม่ให้กระทบการจัดเก็บรายได้และการจัดทำงบประมาณรวมทั้งต้องปรับปรุงกระบวนการชำระภาษีให้ง่ายและสะดวกโดยลดรายการให้น้อยลง ส่วนการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในทางทฤษฎีมองว่าเรื่องที่ดี แต่ยอมรับว่า การประกาศใช้จะมีการสมทบหลายส่วน จึงต้องนำมาปรับปรุงใหม่ เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด
"หลังจากส่งเสริมให้เอกชนลงทุนแล้ว รัฐบาลจะเร่งลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐานให้ได้ตามแผน โดยคาดว่าในปีหน้าจะมีเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้ 1.3 แสนล้านบาท เชื่อว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2559 เพิ่มขึ้น" รมว.คลัง กล่าว
โดยในระยะต่อไป การดำเนินนโยบายเฟส 2 จะเน้นการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นอนาคตของประเทศไทย เช่น อุตสาหกรรมต่อยอดกลุ่มยานยนต์ อุตสาหกรรมการแพทย์และการบิน ให้มีมาตราการจูงโดยให้สิทธิประโยชน์ที่มากกว่าเพื่อดึงการลงทุนในช่วง1-2 ปีนี้ ส่วนเฟส 3 เป็นการลงทุนตามแผนเมกะโปรเจ็กที่วางเอาไว้เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตของประเทศได้อีก10-20ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลพยามที่จะเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านกองทุนหมู่บ้าน ตำบล เพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ ช่วยประคองไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงมากกว่าเดิม เนื่องจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แม้จะมีแผนอยู่แล้ว แต่การลงทุนค่อนข้างทำได้ล่าช้า พร้อมกับการขับเคลื่อนให้เอกชนลงทุน โดยส่งเสริมให้ออกซุปเปอร์คลัสเตอร์เพื่อการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของอาเซียน ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังได้มีการตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้น 1 ชุด เพื่อพิจารณาว่าจะอุตสาหกรรมใดที่จะเป็นอนาคตของไทย เช่น อุตสาหกรรมกลางการแพทย์ หรือ ไบโอเมดดิเคิล อุตสาหกรรมรถยนต์ จะต้องยกระดับจากการประกอบรถยนต์ เป็นการออกแบบรถยนต์ รวมถึงยกระดับอุตสาหกรมการบิน เป็นศูนย์กลางการบินของอาเซียน ซึ่งอุตสาหกรามดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์จากการลงทุนที่มากขึ้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้








