'สยามปราณา' ลมหายใจของคนที่สูง

'สยามปราณา' ลมหายใจของคนที่สูง

พวกเขาหลงใหลในลมหนาวและประทับใจวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงเลยเปลี่ยนผืนดินให้เป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์ชื่อ“สยามปราณา” เพื่อต่อลมหายใจให้คนบนที่สูง

“สยามปราณา แปลว่า ลมหายใจของสยามประเทศ คือปอด คือชีวิต คือการต่อลมหายใจให้คนกะเหรี่ยงสามารถใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้อย่างมีความสุข”

คำบอกเล่าของ “คำนูณวิทย์ วรภู” ผู้ก่อตั้ง “สยามปราณา” ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agrotourism) และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคของคนบนที่สูง ภาพที่เขาเคยฝันไว้ เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน

ในปี 2529 นิสิตสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ยังเรียนอยู่แค่ปี 3 ตัดสินใจนำเงินเก็บส่วนตัว และเงินจากครอบครัว มาซื้อที่ประมาณ 70 ไร่ ใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เพียงเพราะ “หลงเสน่ห์” ธรรมชาติของเมืองหนาว

ประสาวัยรุ่นไฟแรง ที่ไม่ใช่เกษตรกรตัวจริง ไม่มีความรู้ มีแต่ความอยาก อยากได้ที่ก็ซื้อที่ มีที่ก็คิดทำประโยชน์ เพื่อหาเงิน เลยลองมาหมดทุกอย่าง คนเขาว่าอะไรดี ก็ทำอย่างนั้น ตั้งแต่ปลูกกาแฟ พืชโครงการหลวง พืชระยะสั้น ลิ้นจี่ สารพัดพืชผลที่เขาว่า “มีโอกาส” แต่ขายไม่เคยได้ เพราะ “ไม่มีตลาด”

“ทำไป 15 ปีแรก ลองผิดเสียส่วนใหญ่ แต่เคยขายได้ครั้งหนึ่งนะ ขายพริกยักษ์ได้ ได้เงินมาประมาณ 5,200 บาท โอ้โห! ดีใจมาก แต่ลงทุนไปหลายล้าน (หัวเราะ)”

เขาบอกบทเรียนที่เกิดจาก ความชอบ ความสนุก และความอยาก แต่ที่ขาดเอามากๆ คือ “ความรู้” แถมยังไม่มีเวลาไปดูแลด้วยตัวเองเพราะอยู่ไกล พอต้องสั่งให้คนอื่นทำแทน ผลเลยไม่เป็นไปตามคาด

แต่ระหว่างทางของความสนุกแบบเจ็บๆ ก็ไม่ได้มีอะไรต้องสูญเปล่า ตรงกันข้ามกลับเติมเต็มเขาได้มากด้วยซ้ำ เมื่อการได้อยู่กับธรรมชาติ และรู้จักกับวิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยง ชนเผ่า “ปากะเฌอ” กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขา

“ผมรู้สึกว่า คนกะเหรี่ยงน่าสนใจนะ ชีวิตเขาเรียบง่าย และสะอาดมาก มองโลกสวย อยู่กับธรรมชาติ และอารมณ์ดี มีบางวันหลังเลิกงานเขาลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ แล้วร้องเพลงต่อกัน เพลงทำนองเดียว แต่ร้องต่อกันไปเรื่อยๆ ฟังแล้วขนลุก รู้สึกยะเยือกอย่างไรไม่รู้ ดูเขามีความสุขเลยร้องเพลงออกมา ร้องเพราะสุขใจ และหายเหนื่อย”

นี่คือภาพประทับใจที่คนหนุ่มมองเห็น และอยากให้ผู้คนได้มาเห็นภาพเดียวกับเขา

ความคิดง่ายๆ ที่อยู่ในหัวตอนนั้น คืออยากมีที่ให้คนกะเหรี่ยงได้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน อยู่กับธรรมชาติ มีรายได้บนความพอเพียง หนุ่มสาวไปทำนา คนแก่ทำนาไม่ไหวก็มาสานกระบุง ว่างจากนามาทำผ้าทอมือ ที่พวกเขาจะดีไซน์และทำตลาดให้

“เอาแค่ครอบครัวเล็กๆ สัก 4-5 ครอบครัว มาอยู่ด้วยกัน และให้เขามีอนาคต เพราะตอนนั้นเริ่มมีคนเมืองเขาไปแล้ว ลูกชายเริ่มออกไปขายแรงงาน ส่วนลูกสาวก็เริ่มไปขายสรีระบ้างแล้ว ที่ชัดเลยคือ ทีวี และโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้ามา ซึ่งสองตัวนี้เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปเลย และทั้งหมดนี้จะล้มครืนลงในพริบตาเดียว”

แล้วภาพสวยๆ ที่เขาประทับใจ ก็คงได้ล้มครืนตามกันไปด้วย นั่นคือที่มาของโจทย์ใหม่ จากทำเกษตรเพื่อเงิน ก็หันมา ทำเกษตรเพื่อแบ่งปัน และสร้างชีวิตใหม่ให้ผู้คนที่นี่ โดยเริ่มจากปลูกข้าวออร์แกนิค พร้อมถ่ายทอดความรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ ให้ชาวกะเหรี่ยง เวลาเดียวกันก็ร่วมอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองของที่นี่ไปพร้อมกันด้วย

“สุดท้ายกลับมาสู่สามัญที่สุด คือเอาสิ่งที่เรากินก่อน ไม่ต้องซื้อข้าวกินแล้ว มาปลูกข้าวกันดีกว่า พอปลูกข้าวได้ ก็แบ่งคนอื่น พอคนอื่นชอบ เขาก็อยากซื้อ จากปลูกเพื่อกิน ก็ปลูกเพื่อแจก ปลูกเพื่อคนรอบๆ ข้าง จะได้มาซื้อข้าวดีๆ กิน เรียกว่า หยุดทุกอย่าง แล้วเริ่มจากแค่ปากท้อง” เขาบอกวิธีคิดใหม่

ในเวลาต่อมา จากความคิดเล็กๆ ถูกพัฒนาขึ้นเป็น “วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์หนองสลาบ” ที่สร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้คนที่นี่ จากที่อยากละถิ่นฐาน ก็มีทางเลือกให้อยู่ต่อ เมื่อการอยู่ในพื้นที่ ยังมีงาน มีรายได้ แถมยังได้ใกล้ชิดครอบครัวด้วย

สองปีก่อน “สยามปราณา” เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลัง “เดือนรัชดา ฉิมพาลี” รุ่นน้องศิลปากร ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ และ “ธนวัฒน์ คงแสนคำ” กราฟฟิกดีไซเนอร์ฝีมือดี ที่รู้สึก “อิน” กับวิถีชีวิตแสนจริงของผู้คนที่นี่ ทั้งสองจึงตัดสินใจมาร่วมต่อลมหายใจแห่งสยาม

นั่นคือที่มาของสยามปราณา ที่วันนี้กลายเป็น ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agrotourism) และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค อาทิ ข้าวกล้องดอย งา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และพืชสมุนไพรต่างๆ ที่ได้มาตรฐาน “ออร์แกนิค ไทยแลนด์” และผลิตภัณฑ์แปรรูป อย่าง สบู่ เจลอาบน้ำ แชมพูเอนไซม์ ข้าวสครับผิวกาย และชาข้าวกล้อง เป็นต้น ภายใต้ แบรนด์ “สยามปราณา” และ “WELLNESSIAM” วางขายในโมเดิร์นเทรดและออนไลน์ (www.siamprana.com)

ใครอยากพักใจ อยากชาร์ตแบต ในที่ที่มีแต่กลิ่นอายธรรมชาติ นอนบ้านดิน กินอาหารในท้องไร่ท้องนา ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีความสะดวกสบาย มีแต่ “ความเป็นจริง” ของผู้คนบนที่สูง ที่แห่งนี่ยังพร้อมต้อนรับ เพื่อให้ผู้คนได้ซึมซับความสุขไปกับพวกเขา ด้วยค่าบริการเพียงคืนละ 500 บาท แถมได้เงินมาก็ยังรวบรวมไปบริจาคให้น้องนักเรียนที่นี่อีกด้วย

“ที่ผ่านมาเราไม่ได้มีรายได้หลักจากสยามปราณา เพราะยังทำงานอื่นอยู่ แต่แนวคิดเรื่องความยั่งยืน คือต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ ดังนั้นเราจึงต้องสร้างรายรับให้เกิดขึ้น เพื่อเพียงพอกับรายจ่ายที่เสียไป ทำให้เกิดความสมดุลขึ้นมา”

เขาสะท้อนแนวคิดใหม่ จากใช้แค่อุดมการณ์ขับเคลื่อน ก็เลือกโมเดลกิจการเพื่อสังคมมาขับเคลื่อนอุดมการณ์

ถามว่ายังอยากเห็นอะไรในอนาคต พวกเขาบอกว่า ในมุมของธุรกิจ ยังอยากผลิตสินค้าที่ดี เป็นเกษตรอินทรีย์ที่ราคาเข้าถึงได้ มีระบบการค้าที่เป็นธรรม(Fair Trade) “วิน” กับทั้งคนปลูก คนทำ และคนซื้อ ทั้งได้เกื้อหนุนเพื่อนร่วมวิสาหกิจชุมชนอื่น เช่น ช่วยพัฒนาแบรนด์ ออกแบบดีไซน์ และทำตลาด เพื่อเติบโตไปพร้อมกันด้วย

“เราอาจเป็นคนตัวเล็ก แต่ก็เป็นคนทำการค้าที่มีหัวใจ” พวกเขาบอกไว้อย่างนั้น

ส่วนความมุ่งมั่นตั้งแต่ต้น ก็ยังคงแจ่มชัดในวันนี้ พวกเขาบอกว่า ยังอยากเห็นคนกะเหรี่ยง อยู่ได้ด้วยตัวเอง ได้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง และมีความสุข โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปไหน มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว ด้วยสองมือสองขาของพวกเขา

“เราอาจไม่เห็นความสำเร็จในตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ก็หวังว่า พวกเขาจะอยู่กันได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินทอง หรือปัจจัยภายนอกมากมาย ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ แต่พึ่งตนเอง ภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็น และรักที่จะอยู่กับมัน นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดแล้ว” พวกเขาทิ้งท้าย

สยามปราณา คือลมหายใจแห่งสยาม ที่ช่วยต่อชีวิตให้กับคนบนที่สูง สำหรับ คำนูณวิทย์ ผลตอบแทนจากเรียนผิดอาจไม่ใช่ความชอกช้ำ แต่คือ “ความสุข” ที่อยู่เต็มหัวใจของเขาในวันนี้