ตกขบวนเข้าร่วม TPP ระยะยาวอาจเสียส่วนแบ่งตลาด
ประเด็น
เมื่อวานนี้เราได้เข้าร่วมฟังงานสัมนา เรื่อง “Trans - Pacific Partnership หรือ TPP (ทีพีพี) กับทางเลือกของประเทศไทย” จัดโดย สถาบัน ทีดีอาร์ไอ สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ มีประเด็นสำคัญดังนี้
- ความเสี่ยงในการเสียส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว - การที่ประเทศไทยไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย - แปซิฟิก ( TPP) ซึ่งมี 12 ประเทศที่เข้าร่วม โดยมีประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย และเวียดนาม เข้าร่วม รวมถึงคู่ค้าของไทยที่สำคัญอย่าง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐ เข้าร่วมเช่นกัน นั้นทาง ทีดีอารืไอ ประเมินว่า ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนในระยะสั้นยังไม่เห็นชัดเจน ด้วยระยะเวลา ในการลดภาษียานยนต์นั้นค่อนข้างนานกว่า 30 ปี ไม่ได้ลดในทันที ในระยะยาวอาจมีความเสี่ยงเกี่ยวกับประเด็นข้อกำหนด ให้ใช้วัตถุดิบภายใน TPP ที่ 30 – 50% อาจกระทบต่อตลาดส่งออกชิ้นส่วนของไทยโดยตรง
- ทางรอดเจรจา RCEP หรือรอเข้า TPP รอบสอง ยังรอความชัดเจน - ทางทีดีอาร์ไอ เสนอทางรอดของประเทศไทย คือ ควรเร่งเจรจา ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) หรือ Asean+6 ฟื้นเจรจา FTA กับยุโรป หรือรอเข้าร่วม TPP อีกครั้ง ซึ่งไม่คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี แต่ควรจะประเมินถึงผลดีผลเสียก่อนที่จะเข้าร่วม
ผลกระทบ / ความเห็น
- จากการสอบถามไปยังผู้ประกอบการในกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ ได้ให้ความเห็นเช่นเดียวกับทางทีดีอาร์ไอว่าเบื้องต้นประเมินผลกระทบเชิงลบ แต่ในระยะสั้นน่าจะอยู่ในวงจำกัด สำหรับอัตราภาษีระหว่างประเทศคู่ค้าที่อยู่ในกลุ่ม TPP ในการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์จากประเทศไทยปัจจุบันอยู่ในอัตราที่ต่ำอยู่แล้ว โดยชิ้นส่วนรถยนต์อยู่ในอัตรา 0 -3% และชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์อยู่ในอัตรา 0-10% สำหรับรถสำเร็จรูปโมเดลกระบะ ที่ส่งไปสหรัฐแม้ว่าจะมีอัตราภาษี่สูง 14.5-25% แต่ทยอยปรับลดใน 30 ปี จึงยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจน
คำแนะนำ / เหตุผล
- คงน้ำหนักของกลุ่ม “เท่าตลาด” ประเด็นดังกล่าวถือเป็นประเด็นในเชิงลบ แต่ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ในระยะสั้นยังไม่เห็นชัดเจน โดยทิศทางผลประกอบการมีแนวโน้มเป็นบวกมากขึ้นใน 2H58 โดยเราแนะนำ “ซื้อ” IRC และ SAT ซึ่งคาดให้ Total Return (ผลตอบแทนจากราคาและเงินปันผล) สูงกว่ากลุ่ม โดย IRC (มูลค่าพื้นฐาน 26.40 บาท) คาดผลประกอบการที่เติบโตดีกว่ากลุ่ม โดยคาดกำไรสุทธิเติบโตราว 22% YoY หลักๆรับผลบวกจากต้นทุนยางซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักราคาปรับลดลงเฉลี่ย 16%YoY จากภาวะราคายางในตลาดซึ่งมีอุปทานส่วนเกินอยู่ นอกจากนี้คาด IRC ยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 4.4% จากราคาปัจจุบัน สำหรับ SAT (มูลค่าพื้นฐาน 19.50 บาท) เรามองว่าผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวอย่างมีนัยตั้งแต่ 2H58 และกลับมาเติบโตในปีหน้า ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่P/E 10 เท่า ซึ่งถือว่ายังถูกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มปัจจุบันที่ 13.9 เท่า นอกจากนี้คาด SAT ยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 4% ในปี 58






