"ฟิทช์" ระบุ2แบงก์"ไทยพาณิชย์-กรุงไทย"ไม่ได้รับผลกระทบต่อลูกหนี้ผิดนัดชำระ เพราะเชื่อสำรองเงินกองทุนไว้เกินแล้ว สามารถรับมือได้
บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เมื่อปลายเดือนกันยายน 2558 บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)หรือ"SSI" ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศไทย ได้ประกาศว่าบริษัทจะหยุดการผลิตในโรงงานของบริษัทลูกที่ประเทศอังกฤษและจะเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้สินกับเจ้าหนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารเจ้าหนี้ต้องจัดชั้นสินเชื่อของกลุ่มนี้ เป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย โดยที่ทั้ง 2 ธนาคาร มียอดสินเชื่อคงค้างของกลุ่มนี้ รายละประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท
"แม้ว่าสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ดังกล่าวจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่ทั้ง 2 ธนาคาร ยังคงมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในด้านอัตราส่วนเงินกองทุนและอัตราสำรองหนี้สูญที่ยังคงอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับอันดับเครดิตปัจจุบันของธนาคารทั้ง 2 แห่ง นอกจากนี้ในกรณีของธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารจะขายเงินลงทุนเพื่อทำกำไรในไตรมาสที่ 3 ปี 2558 ซึ่งรวมการขายเงินลงทุนในบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย มูลค่าประมาณ 7-8 พันล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มSSI ที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1–1.1 หมื่นล้านบาท"ฟิทช์ ระบุ
ฟิทช์ ระบุว่า สำหรับในกรณีของธนาคารกรุงไทย อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศของธนาคารกรุงไทย มีปัจจัยสนับสนุนมาจากการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ของ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี
"ฟิทช์ได้พิจารณาถึงความเสี่ยงจากการปรับตัวแย่ลงของคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2558 ไว้ในอันดับเครดิตของธนาคารพาณิชย์ไทยแล้วในระดับหนึ่ง เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานที่อ่อนแอ โดยยังคงคาดว่าคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมอาจปรับตัวแย่ลงอีกอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของระบบธนาคารพาณิชย์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า กลุ่มลูกหนี้ที่จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือกลุ่มลูกหนิ้สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะมีความเปราะบางต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการดำเนินธุรกิจที่ซบเซา"
อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ โดยรวมยังคงมีผลประกอบการที่ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในช่วงเวลาดังกล่าวธนาคารเหล่านี้มีระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งขึ้นและได้มีการสะสมสำรองส่วนเกิน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้สะท้อนในแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพของธนาคาร









