"อรรชกา" ระบุ ออสเตรเลียไม่กังวลนโยบายเหมืองแร่ไทย ชี้หากศึกษาผลกระทบไม่แล้วเสร็จ จะไม่ออกอาชญาบัตรสำรวจเพิ่มเติม
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังนายพอล โรบิลลียาร์ด เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เข้าพบ ซึ่งได้มีการชี้แจงว่า กำลังอยู่ระหว่างการศึกษานโยบายเหมืองแร่ทองคำ ว่า จะมีวิธีดำเนินการอย่างไร ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง รวมถึงมีมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่โดยรอบอย่างไร ส่วนกรณีที่มีประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเหมืองแร่ทองคำอัคราฯ จังหวัดพิจิตร ร้องเรียนว่าได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายจากการดำเนินงานของเหมืองนั้น ขณะนี้ได้มอบหมายต่อให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ตั้งคณะทำงานเพื่อสอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยหากยังไม่มีการจัดทำประชาพิจารณ์ ก็จะไม่มีการออกอาชญาบัตรสำรวจเหมืองแร่ให้แก่ผู้ประกอบการรายใดเพิ่มเติมทั้งสิ้น โดยทางการออสเตรเลียก็เข้าใจขั้นตอนการดำเนินงานเป็นอย่างดี
ส่วนกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบพบว่า มีการโอนเงินข้ามชาติจากออสเตรเลีย มาเข้าบัญชีในประเทศไทย ซึ่งคาดว่า จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจการทำเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทย และอาจมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการคดีสอบเหมืองทองนับสิบรายนั้น รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า ทางเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ไม่ได้มีการสอบถามถึงประเด็นนี้ และไม่มีการพูดกันถึงเรื่องการสอบสวนของ ปปช. แต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวน หรือ จะดำเนินการใดๆ ต่อเรื่องดังกล่าว แม้ว่าข้อมูลจากป.ป.ช. จะระบุว่า อาจมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติให้ทำเหมืองแร่ โดยต้องรอข้อมูลจาก ป.ป.ช. ส่งมาให้ก่อน กระทรวงอุตสาหกรรมจึงจะดำเนินการต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งมีความสัมพันธ์กันมายาวนานกว่า 10 ปี ว่าขณะนี้เป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะลงทุนในธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีสูง อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และโลจิสติกส์ โดยมีแผนจะรวมกันเป็นคลัสเตอร์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรม แต่ก็ต้องการให้ออสเตรเลียเข้ามาตั้งศูนย์อบรมบุคลากรภายในไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมที่จะเติบโตในอนาคต
ส่วนการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ TPP ที่หลายฝ่ายให้ความเห็นว่าหากไทยลงนามในความตกลง TPP จะทำให้อุตสาหกรรมหลายกลุ่มเสียประโยชน์นั้น ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเท่านั้น ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมแต่อย่างใด






