หุ้น SVI ของ บมจ. เอสวีไอปีนี้กำไรที่ไม่รวมค่าเสียหายจากไฟไหม้ปีที่แล้ว อยู่ที่ 0.33 บาท ต่อหุ้น
ปีหน้า 0.43 บาท (Bloomberg Consensus) ปีที่แล้ว SVI ขาดทุน-0.10บาทต่อหุ้นจากไฟไหม้โรงงานเมื่อปลายปี แต่ในปีนี้ ถือได้ว่า SVI เป็นหุ้นฟื้นตัว (Turnaround) ที่ชัดเจน และกำลังผลิตกลับมาเท่ากับก่อนไฟไหม้แล้ว
นอกจากนี้ SVI ยังได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าอย่างชัดเจน แม้การส่งออกโดยรวมของประเทศยังมีแนวโน้มอ่อนแอแต่สินค้าส่งออกด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงมีอุปสงค์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โดยมีความต้องการสูงจากในหลายอุตสาหกรรม เช่น การสื่อสาร ยานยนต์ ตลอดจน การผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ทำให้ปีนี้คาดว่ากำไรต่อหุ้นจะโต 400% ปีหน้าอีก 30% (Bloomberg Consensus) ด้าน P/E ratio ที่ 15 เท่า ซึ่งเมื่อเทียบกับ growth ถือว่าไม่แพง และมี Dividend yield 3-4%
ส่วนทางเทคนิค เกิดสัญญาณซื้อรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนทำให้เป็นหุ้นที่อยู่ในขาขึ้นอย่างแท้จริง โดยราคาเป้าหมายจากBloomberg 5.40 บาท และสมาคมนักวิเคราะห์ฯ ที่ 5.63 บาท
ปัจจัยติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ เมื่อวันศุกร์ ออกมาต่ำกว่าที่คาด ซึ่งมีผลเป็นบวกต่อตลาด เนื่องจาก ทำให้การคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยปีนี้ เริ่มมีความน่าจะเป็นลดลงอย่างมีนัยสำคัญส่งผลให้นักลงทุนกลับมาลงทุนในหุ้น ทำให้ตลาดหุ้น Wall Street เมื่อวันศุกร์ปรับขึ้น 1-2% และตลาดหุ้นทั่วโลกปรับเป็นบวกเช่นกัน
ด้านความกังวลเรื่อง Government Shutdown ของสหรัฐ จากเรื่องการอนุมัติงบประมาณ และเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ของสหรัฐ ที่ต้องผ่านรัฐสภาล่าสุดรัฐสภาออกกฎหมาย Stopgap เพื่อต่อระยะเวลาของงบประมาณออกไป ชั่วคราวถึงวันที่ 11 ธ.ค.ปีนี้ ซึ่งรัฐสภาน่าจะมีการหารือเรื่องงบประมาณ ให้เสร็จสิ้นก่อน 11 ธันวาคม นี้ได้ ส่วนเรื่องเพดานหนี้น่าจะเจรจากันยืดไปปีหน้า ซึ่งประเด็นนี้ ยังคงเป็นประเด็นที่จะเกิดขึ้นทุกปี ตราบเท่าที่สหรัฐยังคงให้อำนาจรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องงบประมาณ และเพดานหนี้
นอกจากนี้ การโจมตีเพื่อจัดการกลุ่ม Islamic State (IS) ในซีเรียของรัสเซีย และสหรัฐฯ ที่สนับสนุนผู้นำคนละฝ่ายยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
และในสัปดาห์นี้ จะมีการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก(WB) ประจำปีที่กรุงลิมา ที่IMFจะแถลงการปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ลง จาก 3.3% และปีหน้าที่ 3.8%เป็นไม่ต่ำกว่า 3% ในวันอังคาร โดยที่จะมีการปรับประมาณการตัวเลข GDP ของประเทศต่าง ๆ ด้วย จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
ด้านปัจจัยอื่นๆ จะต้องติดตามผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐและไทย และธนาคารกลางญี่ปุ่น จะมีการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันอังคารและพุธ โดยอาจมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภายหลัง ด้านตลาดหุ้นจีนปิดทำการถึงวันที่ 7 ต.ค. เนื่องจากเป็น Golden week สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index สัปดาห์นี้ อยู่ที่ 1,335-1,363 จุด
ด้านกลยุทธ์การลงทุน IMF มองว่า ปีหน้าเศรษฐกิจโลกยังโตไม่ต่ำกว่า 3% คำแนะนำการลงทุนยังคงให้ลงทุนในหุ้น โดยเน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ออกมาแล้ว คือ กระตุ้นรากหญ้า และ SME และเฟสต่อไปจะออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ยังเน้นลงทุนในหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ และหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว โดยสัปดาห์นี้ เป็น Golden week ของจีน จึงคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนมาท่องเที่ยวไทยจำนวนมาก สุดท้ายการลงทุนในหุ้นปันผลยังเป็นกลยุทธ์ที่แนะนำเช่นเคยในภาวะที่ตลาดหุ้นยังผันผวนเป็นอย่างมากเช่นในปัจจุบัน









