วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ย่อลง

เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลงใกล้ 1330 เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA :  ย่อลง

SET Index เมื่อวานซึมลงมาหลุด 1350 อีกครั้งอย่างที่บอกไว้แต่แรกแล้วว่าให้ทยอยขายช่วง window dressing แล้วรอดัชนีย่อตัวใกล้ 1330 ค่อยเก็บหุ้นอีกรอบ วันนี้คงได้เห็นตลาดไทยย่อลง หลังขาดปัจจัยใหม่มาหนุน ประกอบกับตัวเลข factory output ของสหรัฐออกมาต่ำกว่านักเศรษฐศาสตร์คาด และนักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนก่อนการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐในวันนี้

แนวรับ/แนวต้าน : 1330/1370 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%

กลยุทธ์ : เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลงใกล้ 1330 เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง

นักลงทุนระยะสั้น : CSS (6.20), BROCK (3.20)

CSS (6.20) ประกอบธุรกิจออกแบบและติดตั้งเสาแดงและอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ลูกค้าหลักก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่มสื่อสาร อย่างเช่น TRUE และ DTAC ราคาหุ้นเคยขึ้นจาก 6 บาทไป 8 บาทช่วงต้นปี แล้วก็ไหลลงมาเรื่อยๆจนปัจจุบันเหลือ 5 บาทต้นๆ เพราะบริษัทประกาศยกเลิกการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า solar farm ที่ญี่ปุ่น บวกกับนักลงทุนเริ่มกังวลกันเรื่องที่บริษัทยังไม่มีงาน Backlog ที่ชัดเจนรอไว้สำหรับปีหน้าถึงแม้ว่าปีนี้จะมีรายได้และกำไรเติบโตดีก็ตาม กลยุทธ์สำหรับหุ้นตัวนี้เรามองว่า ใครที่ติดอยู่ต่ำกว่า 6 บาท อุ่นใจได้ ถือต่อและควรซื้อต่อถ้าเห็นต่ำกว่า 5 บาทอีก ภายในสิ้นปีนี้น่าจะได้เห็นกลับขึ้นไป 6 บาทได้เพราะ 1)ไตรมาส 4 ปกติและจะเป็น High season ของธุรกิจสื่อสาร ทำให้น่าจะมีงานใหม่เป็น Backlog มาเพิ่มสำหรับปีหน้า 2)การประมูล 4G จะช่วยเสริม sentiment กลุ่มสื่อสารให้เป็นบวก แต่ถ้าเห็น 6 บาทภายในสิ้นปีนี้ อย่าโลภนะครับ ต้องขาย เพราะ CSS-W1 จะหมดอายุในเดือน มี.ค.59 (120 ล้านหุ้น) 1:1.201 หุ้น ราคาใช้สิทธิ์ 1.249 บาท สรุปคือถ้าเห็น CSS ต่ำกว่า 5 บาท ซื้อ เห็น 6 บาท เผ่นครับ

BROCK (3.20) มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 จะออกมาดีมาก แถมแผนการเจรจากับพันธมิตรร่วมลงทุนโครงการอสังหาในภูเก็ตกว่า 1 หมื่นล้านบาทใกล้จะประกาศออกมาในอีกไม่ช้า จึงเหมาะไว้เล่นสั้นเก็งกำไร ถ้ายืนเหนือ 2.80 ได้สักพักจะไปต่อได้อีกถึง 3.20 ก็ไม่ยาก

นักลงทุนระยะยาว : BDMS (25.50), TVO (33.75)

BDMS (25.50) โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 30% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 30% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

TVO (33.75) ตลาดมันแกว่งแรงความเสี่ยงก็เยอะ เอาหุ้นปันผลสูงๆติดพอร์ตไว้ก็ดีครับ TVO ตัวนี้ Downside risk จากราคาถั่วเหลืองตกต่ำมีน้อย เนื่องจากราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกปัจจุบันใกล้เคียงกับราคาต้นทุนของเกษตรกรสหรัฐที่ 9USD/bushel แถมให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 58 ที่ดีราว 7% โดยคาดเงินปันผลปี 58 ที่ 1.62 บาท/หุ้น ประกอบกับปัจจุบันการปลูกถั่วเหลืองในสหรัฐนั้นต่ำกว่าที่คาดไว้เพราะมีปัญหาฝนตกหนักในพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง ช่วยเสริม sentiment บวกให้กับราคาถั่วเหลืองในระยะกลางถึงระยะยาวด้วย ดังนั้นค่อยๆเก็บสะสม TVO ถือยาวๆกินปันผลกันนะครับ



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องการให้เกิดการลงทุนทันทีและไม่ต้องรอปีหน้า เพราะนักลงทุนบางส่วนอาจจะรอดูสถานการณ์ จึงได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมมาตรการจูงใจให้เกิดการลงทุนใน 6 เดือน หรือในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ถึงไตรมาสแรกของปีหน้า ขณะคลังเร่งขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้น ด้านพาณิชย์ปรับเป้าเงินเฟ้อปีนี้ติดลบครั้งแรกรอบ 6 ปี ยันไม่เกิดภาวะเงินฝืด

- บริษัทจัดอันดับเครดิต ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยลงมาอยู่ที่ 2.7% ในปีนี้ และ 3.5% ในปี 2559 จากคาดการณ์เดิมที่ 3.5% และ 3.8% ตามลำดับ พร้อมส่งสัญญาณว่า หากไทยไม่สามารถเร่งการเติบโตเศรษฐกิจได้ ก็อาจเสี่ยงต่อการทบทวนเครดิตในอนาคต

- "ดับเบิลยูอีเอฟ" จัดอันดับขีดแข่งขันไทยร่วง จากนโยบายภาครัฐล่าช้า-ไม่ชัดเจน ขณะนักลงทุนกังวลความเสถียรภาพ ปัญหาคอร์รัปชันและประสิทธิภาพหน่วยงานรัฐ แนะรัฐบาลเร่งเครื่องสร้างความเชื่อมั่นผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรม ก่อนผลสำรวจอีกครั้งเดือน ก.พ.ปีหน้า

- เอกชนมองส่งออกปีนี้เข็นไม่ขึ้น คาด 4 เดือนที่เหลือของปี 58 ร่วงต่ำสุด ฉุดทั้งปีคาดจะติดลบมากกว่า 5% จับตาภาวะเศรษฐกิจจีน ค่าเงินหยวน เห็นผลกระทบชัดเดือน ก.ย.-ต.ค. แต่มองปีนี้ดีขึ้นเติบโตเป็น 0% หนุนนโยบายส่งเสริมตลาดส่งออกรัฐมาถูกทาง แต่ขอความชัดเจนเป็นรูปธรรม

ปัจจัยต่างประเทศ

- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 16,272.01 จุด ลดลง 12.69 จุด หรือ -0.08%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ไร้ทิศทาง โดยในขณะที่ข้อมูลด้านแรงงานยังคงแข็งแกร่งนั้น ข้อมูลภาคการผลิตกลับอ่อนแรงลง นอกจากนี้ ตลาดยังปรับตัวลงหลังจากผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มอ่อนแอลงในปีนี้

+ ดัชนี FTSE 100 ปิดเพิ่มขึ้น 10.86 จุด หรือ 0.18% ที่ 6,072.47 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนไปได้บ้าง หลังมีการเปิดเผยข้อมูลภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้น

+ ดัชนีนิกเกอิปิดพุ่งขึ้น 334.27 จุด หรือ 1.92% แตะที่ 17,722.42 จุด

ดัชนีนิกเกอิตรลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นแข็งแกร่ง เนื่องจากนักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีน หลังจากสหพันธ์พลาธิการและการจัดซื้อของจีน (CFLP) และสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตปรับตัวขึ้นในเดือน ก.ย.

+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือน พ.ย.ลดลง 35 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 44.74 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (1 ต.ค.) หลังจากมีรายงานว่า ภาคการผลิตของสหรัฐและจีนอ่อนแรงลง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันหลังจากผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มอ่อนแอลงในปีนี้