ปรับประมาณการกำไรปี 58 ลดลง 5% ทำให้คาดกำไรปีนี้หดตัว 7%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาดกำไร 3Q58 ลดลง 12%YoY และ 4%QoQ 9M58 ลดลง 34% : ผู้บริหารเปิดเผยในการประชุมร่วมกับนักวิเคราะห์ว่าภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วง 3Q58 เป็นไปตามคาด คงสมมติฐาน GDP ที่ 2.8% สินเชื่อปลาย Q3/58 น่าจะโตราว 4-5%YTD จาก 8M58 ที่โตประมาณ 4.3%YTD และยังคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีที่ 6% สำหรับ NIM มีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับ Q2 ราว 3.5% รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโตราว 14-15% โดยมีตัวขับเคลื่อนจากค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมทางการเงินและรายได้จากการรับประกันภัย ด้านค่าใช้จ่ายดำเนินงาน Q3 มีแนวโน้มสูงขึ้นกว่า Q2 และจะสูงสุดใน Q4 แต่ยังคงเป้าสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (cost to income ratio) ทั้งปี 45% เรื่องสำรองหนี้สูญจะมีการตั้งเพิ่มอีกบางส่วนเพื่อสะท้อนถึงสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ที่เพิ่มขึ้นในยามเศรษฐกิจชะลอตัว บนสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญราว 6,000 ล้านบาทใกล้เคียงกับ Q2 ฝ่ายวิจัยคาดกำไร 3Q58 ราว 1.1 หมื่นล้านบาทลดลง 12%YoY และ 4%QoQ คาดกำไร 9M58 ราว 2.4 หมื่นล้านบาทลดลง 34%YoY
- ปรับประมาณการกำไรปี 58 ลดลง 5% ทำให้คาดการณ์กำไรปีนี้หดตัวราว 7% : เพื่อสะท้อนถึงตัวเลข NPL ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้คาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญในปีนี้ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ฝ่ายวิจัยได้เพิ่มสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญปี 58-59 เป็น 2.1 หมื่นล้านบาทจากเดิม 1.8 หมื่นล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้น 17% (สัดส่วนการเพิ่มยังต่ำกว่ากลุ่มแบงก์เจ้าหนี้ SSI ได้แก่ SCB KTB TISCO) ส่งผลให้ประมาณการกำไรใหม่สำหรับปี 58 ที่ลดลง 5% เหลือ 4.3 หมื่นล้านบาทแสดงถึงการหดตัวจากปี 57 ราว 7% ซึ่งคาดจะพลิกกลับมาเติบโตราว 14% ในปี 59
- คงคำแนะนำ“ซื้อ” ปรับลดราคาเหมาะสมเหลือ 221 บาทจากเดิม 268 บาท : ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวของ KBANK ยังดีและการบริหารจัดการลูกหนี้กลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษยังทำได้ดี การเกิด NPL เพิ่มขึ้นเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจชะลอ แต่ยังไม่น่าเป็นห่วงเรื่องคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมคาดอัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ยังอยู่ในกรอบ 2.7 – 2.8% ได้ และไม่น่ากังวลเรื่องเพิ่มทุนประกอบกับที่คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเห็นผลดีชัดเจนในปี 59 ส่งผลให้ผลประกอบการยังมีศักยภาพในการพลิกกลับมาเติบโตได้ กำไรที่ลดลงทำให้ ROE ลดลงและส่งผลให้ Prospect P/BV ลดเหลือ 1.8 เท่าจากเดิมที่ระดับ 2.1 เท่าและ Ke ที่ 10.8% ได้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 58 เท่ากับ 221 บาท (เดิม 268 บาท)ยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”









