วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจเอเชีย “ถดถอย” ฝรั่งลดพอร์ต “หุ้นหลัก”

เกาะติดพอร์ตนักลงทุนต่างชาติ หลังเศรษฐกิจเอเชียชะลอตัว สวนทางสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้น โบรกเกอร์เชื่อแรงขาย “หุ้นกลุ่มหลั

นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่ รวมถึงไทย ตกอยู่ใน “ภาวะถดถอย” ในเดือนมิ.ย.2557 สวนทางเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป (เยอรมัน) ที่เริ่มโงหัว

สะท้อนผ่านตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ของทั้ง 3 ประเทศ ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2558 ที่ขยายตัว 3.7%,1.5% และ 7% ตามลำดับ

ทำให้เหล่า “นักลงทุนต่างชาติ” ต่างพาเหรดลดพอร์ตลงทุน “หุ้นกลุ่มหลัก” ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทย

สอดคล้องกับคำพูดของ “สมฤดี ชัยมงคล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู หรือ BANPU ที่ยอมรับว่า เศรษฐกิจขาลง ราคาน้ำมัน และถ่านหินที่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติ ถือหุ้น BANPU ลดลง “หลายสิบเปอร์เซ็นต์”

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า นับตั้งแต่เศรษฐกิจถดถอย ราคาหุ้นกลุ่มหลัก ทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เช่น บมจ.ปตท.หรือ PTT ลดลงจากราคาเฉลี่ย 370 บาท เหลือเฉลี่ย 250 บาท ,บมจ.ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL จากราคา 190 บาท เหลือเฉลี่ย 165 บาท ,บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ หรือ BIGC ลดลงจาก 241 บาท เหลือ 200 บาท

หลังต่างชาติโกยเงินกลับไปตลาดหุ้นสหรัฐฯ

“ก้อง-คมศร ประกอบผล” หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ว่า นักลงทุนต่างชาติทยอยขายหุ้นไทยมาตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร และเริ่มขายหนักในช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา หลังค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

นับตั้งแต่เดือนพ.ค.จนถึงกลางเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ต่างชาติขายหุ้นไทย โดยเฉพาะ “หุ้นกลุ่มหลัก” ไปแล้วเฉลี่ย 2.5 พันล้านดอลลาร์ เช่น กลุ่มแบงก์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มสื่อสาร เป็นต้น ขณะเดียวกันต่างชาติ ยังทยอยขายบอนด์ไทยไปแล้วเฉลี่ย 1.8 พันล้านดอลลาร์

ทว่า ไม่เฉพาะหุ้นไทยตลาดเดียวที่ต่างชาติขายหุ้นออก แต่ตลาดหุ้นทั่วเอเชียก็ตกอยู่ในภาวะไม่ต่างกัน

โยกไปลงทุนในตลาดที่สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า..

“ฝรั่งเริ่มซื้อหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2552 หลังสหรัฐประสบปัญหาวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ในปี 2551 จากการเก็บสถิติพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ต่างชาติซื้อหุ้นไทยมาแล้วประมาณ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันได้ขายออกจนหมดแล้ว”

“หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ทิสโก้” ยังเชื่อว่า ต่างชาติอาจชะลอขายหุ้นไทยเนื่องจากในช่วงสัปดาห์ก่อน นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อหุ้นไทยแล้วเฉลี่ย 61 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการซื้อคืนครั้งแรก นับตั้งแต่ต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการซื้อในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นไต้หวัน และเกาหลี แม้จะยังเดินหน้าขายหุ้นไทยเฉลี่ย 100 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์

แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้น ..!

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติเริ่มซื้อหุ้นไทยคืน หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ผ่านมา (16-17 ก.ย.) ซึ่งเฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่เชื่อว่า ในช่วงเดือนธ.ค.นี้ เฟดอาจประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

ฉะนั้นหากถามว่า โอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะถอนเงินจากหุ้นไทยอีกมีหรือไม่?

ก็ต้องบอกว่า..มีโอกาส แต่ไม่หนัก

เพราะตัวเลขเศรษฐกิจเมืองจีน ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2558 ออกมาดูดีขึ้น หลังรัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เชื่อว่า ต่างชาติคงไม่เทขายออกหนักเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา

ตรงกันข้ามอาจทยอยกลับเข้ามาลงทุน หลังรัฐบาลไทยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังซื้อภายในประเทศ

ส่วนตัวมองว่า ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสในการซื้อลงทุนของนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย เช่น กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มค้าปลีก เป็นต้น

ทั้งนี้กลุ่มทิสโก้มองดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2559 ที่ระดับ 1,580 จุด

“ต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ต่างชาติขายหุ้นไทยออกมากถึง 2.2 พันล้านดอลลาร์ เฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง”

“คมศร” ยังเล่าถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นว่า ปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจของทั้ง 3 ประเทศ เริ่มแข็งแรงมากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2558 ที่มีการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายสั่งซื้อ (PMI) ในช่วงเดือนส.ค.ที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวเช่นกัน

โดยตัวเลขจีดีพีของสหรัฐขยายตัว 37% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา ส่วนจีดีพีของประเทศญี่ปุ่นขยายตัว 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และจีดีพียุโรปขยายตัว 1.5% เทียบกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา
ส่วนดัชนี PMI เดือนส.ค.ที่ผ่านมา ของสหรัฐ ยืนระดับ 55.7 จุด ญี่ปุ่น 52.9 จุด และยุโรป 54.3 จุด

ทั้งนี้ดัชนี PMI เกิดจากการสำรวจ “กำลังซื้อวัตถุดิบ” ตามโรงงานต่างๆ หากผลออกมาเกิน 50% บ่งบอกว่า กำลังซื้อขยายตัว แต่ถ้าต่ำกว่า 50% หมายความ กำลังซื้อหดตัว

“ตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆตัวของทั้ง 3 ประเทศ เริ่มดีขึ้น ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศเหล่านี้น่าสนใจมากขึ้น แต่หากนักลงทุนรายใดกลัวความเสี่ยง เราแนะนำให้ซื้อผ่านกองทุน เพราะจะรับประกันความเสี่ยงค่าเงิน”

“ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้า บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง แสดงความเห็นว่า ต่างชาติเริ่มถอนการลงทุน “หุ้นกลุ่มหลัก” ในตลาดหุ้นไทยมาตั้งแต่เดือนก.ย 2557 หลังสหรัฐลดทอนมาตราการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ส่งผลให้เงินลงทุนกลับสหรัฐมากขึ้น ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจในญี่ปุ่น และยุโรป (เยอรมัน) หลายๆตัวเริ่มดีขึ้น

ปัจจุบันสัดส่วนการถือครองหุ้นหลักของต่างชาติ เมื่อเทียบกับปี 2554 มีสัดส่วนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

โดยกลุ่มสถาบันการเงินลดลง จาก 56% เหลือ 52.7% กลุ่มไฟแนนซ์ จาก 42.4% เหลือ 33% กลุ่มปิโตรเคมี จาก 51.29% เหลือ 41.7%

ขณะที่สัดส่วนการถือครองกลุ่มพลังงาน ลดลงจาก 27.5% เหลือ 24.1% กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (ประเภทปูนซีเมนต์) จาก 35.8% เหลือ 28.8% กลุ่มค้าปลีกจาก40.4% เหลือ 26.8% กลุ่มท่องเที่ยวจาก 35.4% เหลือ 35.2% และกลุ่มสื่อสาร จาก 51.2% เหลือ 44.8%

เขา เล่าถึงสาเหตุที่นักลงทุนทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้นกลุ่มหลักว่า ต่างชาติมองว่า การโยกเงินลงทุนไปในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา (ดัชนี S&P 500) ,ตลาดหุ้นนิเคอิ ญี่ปุ่น และตลาดหุ้นยุโรป น่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ามากกว่าลงทุนในเอเชีย หรือตลาดหุ้นไทย

หลังตัวเลขเศรษฐกิจประเทศดังกล่าว เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวแล้ว แม้เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ตาม ตรงข้ามกับเศรษฐกิจในเอเชียที่ยังไม่มีท่าทีจะแข็งแรงขึ้น

โดยเฉพาะประเทศจีน อินโดนีเซีย และไทย เป็นต้น

ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังไม่มีวี่แววจะขยับตัวขึ้น โดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าว,อ้อย,ยาง และมันสำปะหลัง เป็นต้น ที่สำคัญวันนี้ตลาดหุ้นในเอเชียยังซื้อขายบนค่า P/E แพงเกินไป โดยหุ้นไทยซื้อขายค่า P/E เฉลี่ย 15% ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯซื้อขายบนค่า P/E เฉลี่ย 18%

“สัญญาณการขายหุ้นกลุ่มหลักในฝั่งเอเชียจะยังคงมีต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปี 2559 แต่อาจไม่รุนแรงเหมือนเดือน เม.ย.2558 ที่ไหลออก 1,500 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ สูงกว่าช่วงแรกที่เงินไหลออกเฉลี่ยต่อสัปดาห์ 300-500 ล้านดอลลาร์”

“ชัยพร” เชื่อเช่นนั้น

------------------------

หุ้นทั่วโลก “ปรับฐานระยะสั้น”

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า “ตลาดหุ้นทั่วโลก” จะอยู่ในช่วงปรับฐาน แต่จะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรของตลาดหุ้นยังสามารถขยายตัวได้ ซึ่งจะแตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 (วิกฤติซับไพรม์) ที่ทำให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นหดตัว

ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมีการปรับฐานไปแล้ว 3 ครั้ง 1.ช่วงที่ตลาดกังวลต่อการลด QE ของสหรัฐในเดือน ส.ค.ปีก่อน 2. วิกฤตการเมืองกรีซในเดือน พ.ค. 2556 และ 3.วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปในช่วงเดือน ก.ย. 2555 ซึ่งขนาดของการปรับตัวลงของตลาดหุ้นหลายๆตลาดใกล้เคียงกับจุดเลวร้ายที่สุดในช่วงการปรับฐานในครั้งก่อนแล้ว

ทั้งนี้การ Downside จากระดับนี้อาจมีจำกัด เนื่องจาก 1.เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 4 นี้ 2.ตลาดหุ้นจีนมีเสถียรภาพมากขึ้น จากยอดเงินกู้มาร์จิ้นที่ดลดลงจาก 4% ของ Free Float Market Cap ในเดือนก.ค.เหลือเพียง 2.5% ในปัจจุบัน และนโยบายการเพิ่มสัดส่วนการลงทนุในหุ้นของกองทนุบำเหน็จบำนาญได้ไม่เกิน 30% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิจะทำให้มีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นจีน 1.67 แสนดอลลาร์ หากกองทุนมีขนาด 5.56 แสนล้านดอลลาร์

3.ปริมาณเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชีย น่าจะเริ่มชะลอตัวลง ตั้งแต่ตลาดหุ้นปรับฐานในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นในเอเชียไปแล้ว 0.44% ของมูลค่าตลาด ซึ่งใกล้เคียงกับจุดเลวร้ายสุดของการไหลออกของเงินทุนในช่วงปี 2557 (Taper Tantrum) ที่ 0.53% ของมูลค่าตลาด

4. ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ซื้อขายที่ PBV ต่ำกว่าการปรับฐานในช่วง 3 ครงั้ล่าสุด โดยตลาดหุ้นเกาหลีและเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) เทรดที่ PBV ต่ำกว่าช่วงการปรับฐาน 3 ครั้งล่าสุดประมาณ 10% ตลาดหุ้นจีน H-share ซื้อขายที่ PBV ต่ำกว่า 1 เท่า และต่ำกว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551

ส่วนตลาดหุ้นไทย,ละตินอเมริกา และไต้หวันเทรด ซื้อขายที่ PBV ใกล้เคียงกับในช่วงวิกฤตหนี้ยุโรปปี 2555 ตลาดหุ้นจีน A-share และอินเดีย เทรดที่ PBV สูงกว่าช่วงการปรับฐาน 3 ครั้งที่ผ่านมา แต่ก็เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายในประเทศ เช่น การเพิ่มอัดฉีดสภาพคล่อง และการซื้อขายด้วยบัญชีมาร์จิ้นในจีน และการปฏิรูปเศรษฐกิจในอินเดีย

รายงานระบุว่า สำหรับแนวโน้มของ “ตลาดตราสารหนี้” เรายังคงแนะนำ Underweight พันธบัตรรัฐบาลไทย เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่ Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ หลังในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯแสดงการฟื้นตัว

อาทิ การจ้างงานนอกภาคเกษตรที่อยู่ในระดับสูง และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานที่ลดลง (ยังคงตำกว่า 3 แสนราย) ทำให้ผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลในทุกอายุปรับตัวเพิ่มขึ้น และส่งผลลบต่อราคาพันธบัตร

โดยพันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 2 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 2-10 bps ขณะที่ Yield พันธบัตรรัฐบาลอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 17-33 bps ทำให้เส้น Yield Curve มีความชันเพิ่มขึ้น 23 bps จาก 122 bps เป็น 145 bps ซึ่ง Yield ของพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาพันธบัตรลดลง และกระทบกับผลตอบแทนจากการลงทุน

ส่วนแนวโน้ม “การลงทุนทางเลือก” ยังคงคำแนะนำ Underweight “ทองคำ” หลังเงินเฟ้อในสหรัฐฯยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก ซึ่งเกิดจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากกลางปีก่อน ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงที่เงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น

นอกจากนั้นยังเปลี่ยนคำแนะนำการลงทุน “น้ำมัน” เป็น Neutral เนื่องจากแนวโน้มการผลิตน้ำมันในสหรัฐ และ OPEC เริ่มชะลอตัว และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านจะล่าช้ากว่าคาด ล่าสุดกระทรวงพลังงานของสหรฐัฯได้ปรับลดประมาณการการผลิตในปีนี้ลง จาก 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 9.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

รวมถึงยังปรับลดการผลิตปี 2559 จาก 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 8.8 ล้านนบาร์เรลต่อวัน โดยทางกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ คาดว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรฐัฯจะลดต่อเนื่องก่อนจะฟื้นตัวในปลายปี 2559 ซึ่งการปรับประมาณการผลิตน้ำมันสะท้อนว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐมีแนวโน้มลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิและกลยุทธ์ทิสโก้ วิเคราะห์แนวโน้ม “เศรษฐกิจเมืองไทย” ว่า ล่าสุดได้ปรับประมาณการณ์ GDP ทั้งปี 2558 เหลือ 2.7% หลังเกิดเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา

โดยคาดว่า GDP ไตรมาส 3 จะขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากรายรับภาคท่องเที่ยว ส่วนไตรมาส 4 น่าจะฟื้นตัวดีขึ้น อาจขยายตัว 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีอาจลดลงจาก 30 ล้านคนเหลือ 28.7 ล้าน ปัจจุบันการท่องเที่ยวส่งสัญญานการฟื้นตัวเร็วกว่าคาด แม้จะเป็นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยในช่วง 9 วันแรกของเดือน ก.ย. นักท่องเที่ยว ณ สนามบินสุวรรณภูมิมีจำนวนเพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวต่อเนื่องและชัดเจนขึ้นในช่วงต้นเดือนต.ค. สอดคล้องกับช่วงเทศกาลวันหยุดยาวของจีนที่จะมีในช่วงวันที่ 1-7 ต.ค.

อย่างไรก็ดี การที่ครม.มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่ารวมกว่า 3.42 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 2.6% ของ GDP เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เราเชื่อว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้น GDP ในช่วงไตรมาส 4 นับเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงในด้านบวกต่อ GDP ปีนี้

รายงานระบุว่า สำหรับแนวโน้ม “เศรษฐกิจจีน” โดยมองว่า หลังภาครัฐดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังตั้งแต่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมาย คือ ต้องการที่จะเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แต่เดิมเน้นภาคการลงทุน หันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น โดยเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาภาคการลงทุนก่อให้เกิดการสร้างหนี้ในปริมาณมาก และปัญหาการผลิตล้นตลาด (Over Capacity)

ปัจจุบันผลลัพธ์ของการปฏิรูปถือได้ว่า มีความก้าวหน้า โดยตัวเลขสัดส่วนการบริโภค ต่อ GDP เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2555 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบริโภคที่เพิ่มขึ้นยังช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ ภาคบริการในจีนให้ขยายตัวได้ดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มการจ้างงานและรายได้ของประชาชนในประเทศในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ดี ภาครัฐยังจำเป็นต้องเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวเร็วและแรงจนเกินไป โดยนโยบายล่าสุด คือ รัฐบาลกลางจีนเพิ่มโควต้าการออกพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นอีก 1.2 ล้านล้านหยวน ทำให้ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นจีนสามารถออกพันธบัตรได้รวมทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านหยวนในปีนี้ ซึ่งมากเพียงพอที่จะ Refinance หนี้เก่า 1.86 ล้านล้านหยวน ที่อยู่ในรูปของทรัสต์และเงินกู้ระยะสั้นให้กลับเข้ามาในตลาดพันธบัตรที่มีความโปร่งใส

ส่วนเงินที่เหลือจากการ Refinance หนี้เก่า จะสามารถนำไปใช้ในโครงการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อไป