สถานะบริษัทแข็งแกร่งมาก ทั้งปริมาณ Backlog และประสิทธิภาพการทำกำไร
ขณะที่ธุรกิจใหม่คือ Service Apartment เริ่มสร้างผลตอบแทนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยราคาหุ้นปัจจุบันถือว่าถูกมาก จาก PER ที่ต่ำเพียง 10 เท่า และจะลดเหลือ 9 เท่า ในปีหน้า
สถานะปัจจุบันสุดแกร่ง ทั้งปริมาณ backlog และการทำกำไร
แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาฯปีนี้จะชะลอตัวลง แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ SYNTEC ที่จับกลุ่มลูกค้าบริษัทจดทะเบียนใน SET โดยตั้งแต่ต้นปี SYNTEC ได้รับงานเพิ่มขึ้น 10 โครงการ มูลค่ารวม 6,173 ล้านบาท ส่งผลให้ Backlog ปัจจุบัน มีสูงถึง 12,441 ล้านบาท จากโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 37 โครงการ เป็นโครงการของ SPALI ถึง 11 โครงการ ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นของ Developer รายใหญ่ทั้ง AP,PS,LH และ MJD ขณะที่งานที่อยู่ระหว่างรอผลประมูล มีอีก 10 โครงการ มูลค่ารวม 6,230 ล้านบาท เป็นของลูกค้ากลุ่มเดิมๆ จึงมีโอกาสสูงที่ SYNTEC จะได้รับงานเพิ่มเข้ามาอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ ด้านประสิทธิภาพการทำกำไร เชื่อว่า SYNTEC จะสามารถรักษาอัตรา gross margin ได้สูงกว่า 12% เนื่องจากโครงการใหม่ที่รับเข้ามาในปีนี้ มี gross margin เฉลี่ยสูงถึง 15% ส่วนโครงการที่รับเข้ามาก่อนหน้า SYNTEC ได้เข้าไปซื้อเหล็กเส้นในราคาที่ต่ำกว่าตอนทำ Budget ในการยื่นประมูลถึง 20% เห็นได้จาก gross margin เฉลี่ยในช่วง 1H58 ที่ทำได้สูงถึง 12.8%
สร้างพอร์ต Recurring Income เพิ่มเสถียรภาพของกำไรในอนาคต
นอกเหนือจากธุรกิจก่อสร้างแล้ว SYNTEC ยังได้กระจายการลงทุนไปสู่ธุรกิจ Service Apartment ผ่านบริษัทย่อยคือ SCR Asset Management ( SYNTEC ถือหุ้น 52%) ซึ่งให้ผลตอบแทนทีสม่ำเสมอ โดยมี gross margin สูงถึง 40% ปัจจุบันมีโครงการที่สร้างรายได้แล้ว 2 โครงการ คือ Natural-Ville หลังสวน และ SCR-1 ศรีราชา คาดว่าจะสร้างรายได้ปีนี้ประมาณ 150 ล้านบาท และยังมีอีก 2 โครงการคือ SCR-2 ศรีราชา และ SCR-3 ปราจีนบุรี ที่จะเริ่มสร้างรายได้เข้ามาต้นปี 2561 จะทำให้รายได้จากธุรกิจ Service Apartment เพิ่มขึ้นเป็น 400-450 ล้านบาท/ปี และจะสร้างกำไรให้กับ SYNTEC ได้ราว 100 ล้านบาท/ปี โดยปัจจุบัน SYNTEC อยู่ในระหว่างการพิจารณาซื้อ Service Apartment จากผู้ประกอบการรายอื่น เข้ามาอีก 2-3 โครงการ มูลค่าราว 2 พันล้านบาท แหล่งเงินที่ใช้จะมาจากการกู้ยืม สภาพคล่องส่วนเกินของบริษัท รวมถึงสินทรัพย์ที่รอการขายทั้งหุ้น BMCL จำนวน 178 ล้านหุ้น และที่ดินที่ไม่ได้ใช้งาน 55 ไร่
ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท คงคำแนะนำ ซื้อ
ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรปีนี้ไว้เท่าเดิมที่ 441 ล้านบาท ขณะที่ปี 2559 ปรับประมาณการกำไรขึ้นจาก 387 ล้านบาท เป็น 486 ล้านบาท จากการนำ Tax Shield ที่เกิดจากบริษัทร่วม (SMJV) จำนวน 500 ล้านบาท มาใช้ลดหย่อนภาษี สำหรับ Fair Value กำหนดที่ PER 14 เท่า จะให้ราคาเหมาะสม 3.85 บาท มี Upside ถึง 34% แนะนำ ซื้อ









