"ผาสุก"ระบุระบบเก็บภาษีไทยไม่เป็นธรรม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีช่องโหว่ เลี่ยงภาษีจำนวนมาก ย้ำมีเงินเพียงพอสู่รัฐสวัสดิการได้
ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการเสวนาวิชาการ"นโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า ความเป็นไปได้ในสังคมไทย" จัดโดยคณะทำงานวาระสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ถ้ามีการปฏิรูประบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว รัฐจะมีเงินมากขึ้นสำหรับนำไปใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ รวมทั้งจัดสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าได้สำเร็จ ซึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเป็นรัฐสวัสดิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบยุโรปเหนือ ซึ่งมีระบบรัฐสวัสดิการที่น่าชื่นชม เพราะถึงพร้อมด้วยปัจจัยหลายอย่าง
เริ่มตั้งแต่การมีระบบการเมืองที่เป็นระบบเปิด ประชาชนมีสิทธิมีเสียงเยอะ สามารถร่วมกำหนดทิศทางของนโยบายบริหารประเทศได้ ทั้งนี้มาจากการที่ระบบพรรคการเมืองในประเทศเหล่านี้ จัดตั้งแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ประชาชนจะสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค ระบบในพรรคก็ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่าง แต่สมาชิกพรรคจะมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายที่พรรคใช้หาเสียง ไปจนถึงคัดเลือกแคนดิเดตส่งลงเลือกตั้ง บริบทเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างพรรคการเมือง และกดดันให้พรรคการเมืองต้องนำนโยบายที่หาเสีงยงไว้มาปฏิบัติให้เกิดผล
"ในสังคมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการไม่ได้มาโดยง่าย แต่มาจากการต่อสู้ทางการเมือง การจัดตั้งพรรคการเมืองของประเทศเหล่านี้นั้น กลุ่มคนใช้แรงงาน คนชั้นกลาง ผู้หญิง จะรวมกันก่อตั้งพรรคการเมืองเพื่อมาแข่งกับพรรคอนุรักษณ์นิยม โดยขายเรื่องรัฐสวัสดิการในการหาเสียง และเมื่อได้เข้ามาเป็นรัฐบาล หรือเป็นเสียงข้างมากในสภาแล้ว ก็จะดำเนินการจัดตั้งรัฐสวัสดิการ โดยส่วนใหญ่จะมีการปฏิรูประบบภาษีเพื่อปูทางสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ"ศ.ดร.ผาสุกกล่าว
ศ.ดร.ผาสุก กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยในปี 2552 ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรา้งเสริมสุขภาพ(สสส.)ได้ให้ทุนคณะวิจัยที่มี ดร.สมชัย จิตสุชน เป็นหัวหน้าโครงการ ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าภายในปี 2560 โดยยึดตามแนวทาง "จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน"ของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ งานวิจัยเสนอระบบสวัสดิการสังคมแบบครบวงจรที่สุด ครอบคลุมทั้งวัยทำงาน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เยาวชน ที่อยู่อาศัย มีการวิเคราะห์ว่า ต้องการงบประมาณเพิ่มเติมอีกไม่มากเพื่อจัดสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าในปี 60 เพราะปัจจจุบัน เราใช้งบประมาณในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประมาณร้อยละ 4.5 ของจีดีพี
แต่ถ้ารวมสวัสดิการทั้งหมดใช้อยู่ที่ร้อยละ 10 ขณะที่การจัดสวัสดิการถ้วนหน้าต้องการใช้เงิน ร้อยละ 12.5 ของจีดีพี ซึ่งมีงานวิจัยของธนาคารโลกเกี่ยวกับระบบภาษีของไทยว่า ถ้าปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ไร้ช่องโหว่ จะได้ภาษีเพิ่มอีกร้อยละ 5 ของจีดีพี เพราะมีการเลี่ยงภาษีกันจำนวนมาก
"ที่น่าสนใจ พบว่าตั้งแต่ปี 1990-2013 จีดีพีของประเทศไทยเติบโตระหว่างร้อยละ 3 ถึง ร้อยละ 6 แต่ปรากฎว่า กราฟของการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคล กลับนิ่ง ไม่มีสูงขึ้น ทั้งๆที่จีดีพีขยายตัวขึ้น เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องไปเพิ่มอัตราเก็บภาษีรายได้บุคคล หรือไม่ต้องไปจัดเก็บภาษีอื่นๆที่จะมีแรงต้าน แค่ทำให้ไม่มีช่องโหวในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคล ก็จะมีเงินเพียงพอ ซ้ำยังอาจจะลดอัตราเก็บภาษีเงินได้บุคคลลงได้ด้วย"ศ.ดร.ผาสุก กล่าว
ศ.ดร.ผาสุก กล่าวต่อว่า ควรจะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีอย่างจริงจัง เพราะระบบจัดเก็บภาษีขอไทยไม่มีความเป็นธรรม ไทยมีคนในวัยทำงาน 39 ล้านคน จำนวนนี้เข้าสู่การกรอกภาษี 9.79 ล้านคน แต่จ่ายจริงแค่ 3.3 ล้านคน ที่เหลือ กว่า 6.5 ล้านคน หรือ 2 ใน 3 ไม่ต้องเสียภาษี เพราะรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ในจำนวนผู้ที่เสียภาษีนั้น ส่วนใหญ่ประมาณ 3 ล้านคน อยู่ในกลุ่มรายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 10-20 รวมแล้วคิดเป็นร้อยละ 35 ของภาษีที่เก็บได้ทั้งหมด และมีคนไทย 1.8 แสนคน ที่อยู่ในกลุ่มรายได้ 1-4 ล้านบาท เสียภาษี ร้อยละ 30 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกเจ้าของกิจการ ประกอบธุรกิจส่วนตัว วิชาชีพต่างๆ เช่น หมอ
แต่ที่น่าสนใจ คือ ประเทศไทยมีคนรวยที่อยู่ในกลุ่มรายได้เกิน 4 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 37 แค่ 2.4 หมื่นคน ขณะที่คนรายได้สูง ยังมีข้อยกเว้นและสิทธิพิเศษอีกกว่า 200 รายการ เพราะฉะนั้นอัตราภาษีแบบก้าวหน้า มีน้อยจ่ายน้อย มีมากจ่ายมากของไทยยังเป็นแค่ภาพลวงตา โครงสร้างภาษีไม่เป็นธรรม เอาเปรียบมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เสียภาษี คนที่มีเงินสดในมือ คนเล่นหุ้น คนที่มีที่ดิน หรือเกษตรที่ร่ำรวย ยังอาจเสียภาษีน้อยกว่ามนุษย์เงินเดือน
ศ.ดร.ผาสุก กล่าวอีกว่า ข้อมูลภาษีเมื่อปี 2557 พบว่าเก็บภาษีเงินได้บุคคลได้ 2.8 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14 ของภาษีที่เก็บได้ทั้งหมด ภาษีนิติบุคคล 5.7 แสนล้านบาท คิดเป็น 29% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 4.8 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29
ขณะที่ในต่างประเทศอย่างประเทศในกลุ่มโออีซีดี สหรัฐอเมริกานั้น สัดส่วนภาษีเงินได้บุคคลจะสูงถึงร้อยละ 25 และ 33 ตามลำดับ และที่น่าสนใจ คือ แม้คนไทยจะเสียภาษีเงินได้บุคคลหรือภาษีแค่ 3.3 ล้านคน แต่ทุกคนเสียภาษีทางอ้อมผ่าน ภาษีมูลค่าเพิ่มสัดส่วนถึง 4.8 แสนล้านมาก มากกว่าภาษีเงินได้บุคคล ซึ่งแม้คนรวยคนจนจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเท่ากัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้แล้ว ผู้ที่รายได้น้อยจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในสัดส่วนที่สูงกว่า ไม่เหมือนกับการจัดเก็บภาษีรายได้บุคคลที่จัดเก็บตามฐานรายได้
"คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ จะทำวิจัยเรื่องปฏิรูประบบภาษี เพื่อทำข้อเสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของไทยที่ไม่มีความเป็นธรรม ทั้งนี้ถ้ามีพรรคการเมืองที่พร้อมแข่งขันโดยนำเรื่องรัสวัสดิการและปฏิรูปภาษีมาเป็นประเด็น การไปสู่วัสดิการถ้วนหน้าก็มีความเป็นไปได้"
ด้านนายจอน อึ๊งภากรณ์ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า สำหรับ ประเทศไทยนั้น ไม่มีหวังสำหรับพรรคการเมืองที่จะทำเรื่องรัฐสวัสดิการ เพราะเราไม่มีพรรคที่เป็นตัวแทนของคนยากจน เพราะฉะนั้นการจะผลักดันเรื่องนี้ ต้องอาศัยพลังประชาสังคมแทน เป็นพลังกดดันเหมือนกรณีของระบบประกันสุขภาพ จะต้องมีระบบผลักดันเรื่องนี้อย่างจริง ๆ เพราะปัจจุบัน คนไทยยังไม่ค่อยเขข้าใจความหมายของคำว่า รัฐสวัสดิการ กลัวว่าจะเป็นการทำให้คนไม่ทำงานเพราะสวัสดิการจากรัฐดูแล แต่จริง ๆ แล้ว รัฐสวัสดิการ คือ การเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขกัน ทุกคนต้องเสียภาษีเพิ่ม แต่มั่นใจว่า จะได้รับการดูแลจากรัฐในเรื่องที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล ดูแลภายหลังเกษียณ ดูแลลูกของตัวเอง
รศ.ดร.กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ คณะสังคมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐสวัสดิการ คือการจัดการอย่างไรให้เกิดการสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างความกินดี อยู่ดี มีสุข และมีสิทธิ ซึ่งต้องไม่ใช่เพียงแค่การบรรเทาทุกข์หรือสังคมสงเคราะห์ แต่ต้องมีระบบที่ดี นอกจากนี้รัฐสวัสดิการยังไม่ใช่การสร้างความเท่าเทียมให้กับคนในสังคม แต่เรื่องเป็นเรื่องความยุติธรรม เพื่อให้คนเข้าถึงสิ่งที่จำเป็นถ้วนหน้าซึ่งจะช่วยลดปัญหาสังคมได้
"การจัดสวัสดิการสังคม จะต้องมีระบบจัดเก็บภาษีที่ดี อย่างการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีอสังหาริมทรัพย์ และภาษีมรดก แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังมีการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพราะการเก็บภาษีทางตรงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการเก็บภาษีทางอ้อมผ่านVatที่คนจนคนรวยเสียภาษีเท่ากันหมด ทั้งที่หลักการคนจนควรจ่ายน้อยที่สุด นอกจากนั้น คนไทยถูกจัดเก็บภาษีสูงสุดที่ร้อยละ35แต่ประเทศอย่าง สวีเดน เก็บภาษีต่ำสุดที่ร้อยละ35สูงสุดอยู่ที่ร้อยละ59ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องปฎิรูประบบภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดรัฐสวัสดิการนี้ แต่ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจในธรรมาภิบาลของรัฐก่อนว่า ภาษีที่จ่ายไปจะกลับมาช่วยตอนเขาแก่ และต้องคิดว่า สัดส่วนภาษีนั้นควรจะอยู่แค่ไหน ที่จะทำให้คนรวยยอมจ่ายภาษี ต้องไม่ขึ้นภาษีแบบโหดเกินไป สุดท้ายทำให้คนเข้าใจเรื่องการเสียสละเพื่อช่วยคนอื่น"รศ.ดร.กิติพัฒน์ กล่าว





