ขยายไปสู่ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
ประเด็นใหม่
บริษัท Samart U-Trans ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SAMART ซึ่ง SAMART ถือหุ้น 99.99% ทำการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน 5 บริษัทกับบริษัท Power Solution Technologies (PSTP) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจออกแบบ จัดจำหน่ายและติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้า และตรวจวัดจัดการระบบสื่อสารโทรคมนาคมและธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนต่างๆ โดย 5 บริษัทร่วมทุนดังกล่าวได้แก่ บริษัท Samart Solar To Power (SSTP) ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ (ถือหุ้นโดย SUT 80% และ PSTP 20%) มีทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท ส่วนอีก 4 บริษัทที่เหลือ ได้แก่ Multi Solar Energy, Solar Power Plus, Power Plus Energy และ PS Solar ซึ่งจะทำการจัดตั้งภายในเดือนก.ย.นี้ โดยบริษัทโฮลดิ้ง SSTP จะเข้าไปถือในทั้งสี่บริษัทคิดเป็นสัดส่วน 99.97% วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนทั้ง 5 บริษัท คือ การขยายเข้าไปสู่ธุรกิจพลังงานทางเลือกประเภทพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งคาดว่าจะสร้างอัตราการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับบริษัทในอนาคต
คาดเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของกฟผ.ในไตรมาส 1/59
เราคาดว่าบริษัทจะทำการยื่นคำขอขายไฟฟ้าเข้าร่วมโครงการจำนวน 8 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกัน 40 เมกะวัตต์ในช่วงวันที่ 1-10 พ.ย. 2558 หลังจากนั้น จะมีการประกาศรายชื่อของผู้ที่ีผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมการคัดเลือกในวันที่ 11 ธ.ค. 2558 และจะทำการคัดเลือกผู้ชนะด้วยวิธีการจับฉลากในวันที่ 15 ธ.ค. 2558 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะทำการประกาศรายชื่อผู้ชนะที่ีผ่านการคัดเลือกในวันที่ 24 ธ.ค. 2558 เราคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในช่วงไตรมาส 1/59 และคาดว่า SAMART มีแนวโน้มที่จะได้รับเลือกในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 20 เมกะวัตต์จากที่ยื่นไปจำนวน 40 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ำได้ภายในช่วงไตรมาส 4/59
ผลกระทบเล็กน้อยต่อกำไรสุทธิ ...
เราคาดรายได้และกำไรสุทธิต่อเมกะวัตต์จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 8 ล้านบาท/เมกะวัตต์/ปี และ 5 ล้านบาท/เมกะวัตต์/ปี ตามลำดับ อัตราผลตอบแทนของโครงการมีแนวโน้มอยู่ที่ 10-12% ซึ่งน้อยกว่าอัตราผลตอบแทนจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะซึ่งอยู่ที่ี 16-17% อายุระยะเวลาของสัญญาจะอยู่ที่ี 25 ปี ในขณะที่ีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 2.5 เท่า และอัตราค่ารับซื้อไฟฟ้าคาดว่าจะอยู่ที่ 5.66 บาท เงินลงทุนต่อเมกะวัตต์คาดว่าจะอยู่ที่ 50 ล้านบาท และภายใต้สมมติฐานที่ี SUT ถือหุ้นประมาณ 80% ในบริษัทร่วมทุน และการคาดการณ์ว่าบริษัทจะได้รับการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 20 เมกะวัตต์จากกกพ. บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 128 ล้านบาทต่อปีและมีกำไร สุทธิเพิ่มขึ้นอีก 80 ล้านบาทต่อปี
... และรายได้ของ SAMART
หรือในอีกนัยหนึ่ง โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 20 เมกะวัตต์ จะเพิ่มรายได้ของ SAMART คิดเ็ป็น 0.5% และเพิ่มกำไรสุทธิของ SAMART คิดเป็น 5.4% เรายังคงไม่คำนวณรวมเอามูลค่าเพิ่มจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาในการประมาณการของเราแต่อย่างใด และประเมินว่าเป็นอัพไซด์ในอนาคตสำหรับหุ้น SAMART ถึงแม้ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิไม่มากนักก็ตาม แต่เราประเมินว่าเป็นก้าวแรกสำหรับกลุ่ม SAMART ในการขยายธุรกิจของบริษัทเข้าไปสู่ธุรกิจพลังงานทางเลือก ซึ่งจะสร้างรายได้ที่ีมั่นคงและสม่ำเสมอใ้ห้กับกลุ่มบริษัทในระยะยาว เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ เนื่องจากแนวโน้มของการฟื้นตัวของผลประกอบการที่จะเิริ่มเห็นชัดเจนขึ้นจาก SAMTEL SUT และ OTO ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2558 จนถึงปี 2559 จากการเปิดประมูลงานโครงการภาครัฐที่ีเพิ่มมากขึ้น และราคาหุ้น ณ ปัจจุบันที่ยังคงถูก









