วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.สั่ง 3 แบงก์กันสำรองหนี้สหวิริยาฯ100%

ธปท. สั่ง 3 แบงก์ที่ปล่อยกู้ให้ "สหวิริยา" ตั้งกันสำรอง 100% ภายในสิ้นเดือนนี้ โดยไม่ให้หักหลักประกันของโรงงานในอังกฤษที่ปิดไป

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้สั่งการให้ธนาคารเจ้าหนี้ของกลุ่มบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ตั้งสำรองสินเชื่อทั้งหมด รวมวงเงิน 53,346 ล้านบาท ให้ครบ 100% ภายในสิ้นเดือนนี้ โดยหนี้ในส่วนของสินเชื่อสหวิริยาฯ ที่ประเทศอังกฤษนั้น ต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญให้ครบ 100% โดยไม่ให้หักหลักประกันด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นภายหลัง

สำหรับหนี้ของสหวิริยาฯ ในไทยนั้น มีธนาคารเจ้าหนี้ 3 แห่ง คือ กรุงไทย ทิสโก้ และ ไทยพาณิชย์ ซึ่งทั้ง 3 ธนาคารดังกล่าวได้ตั้งสำรองไว้แล้ว 53,346 ล้านบาท หักหลักประกันไว้แล้ว 60% คิดเป็น 0.4% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ และ คิดเป็น 1% ของสินเชื่อเจ้าหนี้ 3 สถาบัน

“การตั้งสำรอง100%โดยไม่หักหลักประกันของสินเชื่อในส่วนของอังกฤษนั้น ธปท.ไม่ได้บังคับ แต่เป็นความเห็นชอบได้หารือร่วมกันมาตลอดของธนาคารเจาหนี้และธปท. เพราะการหักครบ 100% นั้น ดีกับธนาคารเอง และสามารถทำได้โดยอาจนำเอากำไรมาตั้งสำรอง จึงไม่ต้องมากังวลกับมูลค่าหลักประกัน และหนี้ก้อนนี้มีสัดส่วนเพียง 1% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ จึงไม่กระทบฐานะแบงก์ด้วย”

ทั้งนี้ ธปท.ได้หารือกับธนาคารเจ้าหนี้ของสหวิริยาฯ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายปี 55 ที่โรงถลุงเหล็กของสหวิริยาฯ ในประเทศอังกฤษ เริ่มประสบปัญหาขาดทุน จากภาวะเศรษฐกิจสหภาพยุโรปชะลอตัว จึงทำให้ราคาแผ่นเหล็กรีดร้อนตกต่ำ ประกอบกับ ประเทศจีน มีความต้องการใช้เหล็กลดลง จึงกระทบกับสภาพคล่องบริษัท โดยที่ผ่านมา ธนาคารเจ้าหนี้ได้กันสำรองมาเป็นระยะๆ แล้ว จึงทำให้ไม่ให้กระทบต่อสถานะของธนาคารเจ้าหนี้ และ ระบบสถาบันการเงินแต่อย่างใด

“ยอมรับว่าปัญหาหนี้ของสหวิริยาฯ นั้น เป็นอีกหนึ่งบทเรียน ที่ธปท.และ สถาบันการเงิน นำมาศึกษาในการให้สินเชื่อในอนาคต แต่อย่างไรก็ดี มองว่าปัญหานี้ เป็นกรณีพิเศษ เพราะหนี้ที่เกิดขึ้น มาจากปริมาณความต้องการเหล็กในตลาดโลกลดลง ขณะเดียวกัน ธปท.ได้พิจารณาการจัดชั้นลูกหนี้ ด้วยเกณฑ์คุณภาพสินเชื่อ ควบคู่กับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเข้าใจผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยธปท.ไม่ได้หลับหูหลับตาพิจารณาหลักเกณฑ์ใดๆ ตามที่มีการตั้งข้อสังเกต”