วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.ไฟเขียวแผนกระตุ้นเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ครม.เห็นชอบ นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษรวมกลุ่มซูเปอร์คลัสเตอร์ เน้นลดภาษีนิติบุคคล 8 ปี หวังสร้างความแข็งแกร่ง-สร้างห่วงโซ่ระยะยาว

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ว่า ครม.มีมติเห็นชอบนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในรูปแบบคลัสเตอร์ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ หรือ สำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในพื้นที่ 9 จังหวัด ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสร้างความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นได้ทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะการรวมกลุ่มอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมลดต้นทุนทางการผลิต และเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันได้มากขึ้น

ทั้งนี้กลุ่มอุตสาหกรรมซูเปอร์คลัสเตอร์ ประกอบด้วย ยานยนต์และชิ้นส่วน/ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม/ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม/ ดิจิทัล/ Food Innopolis / และ Medical Hub ในพื้นที่ 9 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และภูเก็ต

โดยอุตสาหกรรมที่เป็น ซูเปอร์คลัสเตอร์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยการยกเว้นสิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อน 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี สำหรับกิจการเพื่ออนาคตที่มีความสำคัญสูงกระทรวงการคลังจะพิจารณายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10-15% ยกเว้นภาษีอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติที่ทำงานในพื้นที่ที่กำหนด ทั้งคนไทยและต่างชาติ

ส่วนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอื่นที่มีศักยภาพ ประกอบด้วย เกษตรแปรรูป ซึ่งจะแบ่งตามภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนล่างภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนคลัสเตอร์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งกระจายตามภูมิภาคที่เหมาะสม โดยกลุ่มนี้จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี และลดหย่อน 50%เพิ่มเติมอีก 5 ปี ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร

ด้านสิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษี ทั้งซุปเปอร์คลัสเตอร์และกลุ่มอื่นจะได้รับสิทธิเหมือนกัน คือ จะพิจารณาให้ถิ่นที่อยู่ถาวร สำหรับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับนานาชาติ และอนุญาตให้ต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม

อย่างไรก็ตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับสิทธิประโยชน์เหล่านี้ มีเงื่อนไขว่าจะต้องร่วมมือกับสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ที่อยู่ในคลัสเตอร์ เพื่อสนับสนุนบุคลากรและยกระดับเทคโยโลยี และต้องยื่นขอรับการส่งเสริมภายในสิ้นปี 2559 และต้องเริ่มดำเนินการภายในสิ้นปี 2560 เพื่อเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว แต่ในกรณีที่มีความจำเป็น เช่น เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ พิจารณาผ่อนปรนตามความเหมาะสมได้