วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

แกว่งตัวรอดูผลประชุมเฟด

สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (10 – 16 ก.ย. 2558) :

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น DJIA +3.0% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มพลังงานที่ดีดตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯส่วนใหญ่ออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้เกิดแรงเก็งกำไรว่าเฟดอาจยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย. ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปส่วนใหญ่ปรับตัวลง DAX -0.7%, CAC ฝรั่งเศส -0.4% และ FTSE +0.0% หลังจากที่ปรับตัวขึ้นเด่นในสัปดาห์ก่อน 

สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (10 – 16 ก.ย. 2558) : สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง 2.8% หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาเชิงลบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวต่ำกว่าคาด รวมถึงการลงทุนสินทรัพย์ถาวรใน 8M58 ที่ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2543 เพิ่มความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง อีกทั้งความกังวลของนักลงทุนต่อกรณีการดึงเงินทุนออกในการพยุงตลาดหุ้นของรัฐบาล ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีขนาดเล็กฟื้นตัวในช่วงปลายสัปดาห์หลังปรับตัวลงแรงต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (10 – 16 ก.ย. 2558) : SET INDEX ปรับตัวลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพรวมขาดปัจจัยหนุนการฟื้นตัว อีกทั้งนักลงทุนทั่วโลกต่างรอดูผลการประชุมเฟดในวันที่ 17 ก.ย. อีกทั้งแรงขายทำกำไรเมื่อ SET INDEX ปรับตัวขึ้นทดสอบ 1,400 จุด อย่างไรก็ตามแรงเก็งกำไรก่อนการประชุมเฟด และการเกิด Technical rebound ทำให้ดัชนีสามารถยืนเหนือ 1,380 จุดได้ ปิดที่ระดับ 1,381.80 จุด ลดลง 14.49 จุด หรือ -1.04% ณ วันที่ 16 ก.ย.

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (18 – 24 ก.ย. 2558)

MBKET คงน้ำหนักการลงทุน “กลางถึงบวก” เป็นสัปดาห์ที่ 2 พร้อมให้โอกาสที่ SET INDEX ขยับขึ้นทดสอบและแกว่งตัวเหนือ 1,400 จุดอีกครั้ง ด้วยปัจจัยที่เอื้อต่อการเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง ได้แก่

• ผลการประชุมเฟดในเช้าวันที่ 18 ก.ย. (ตามเวลาประเทศไทย)

         o หากเฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย ตามที่ตลาดคาดการณ์และเกิดแรงเก็งกำไร 1-2 วันทำการก่อนหน้านี้ คาดว่าจะเกิดแรงขายทำกำไรบางส่วนในตลาดหุ้นทั่วโลก แต่สำหรับตลาดหุ้นเกิดใหม่ คาดว่าจะมีแรงซื้อหุ้นกลับลักษณะ Covered short จากนักลงทุนต่างชาติ

         o แต่หากเฟดตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของนักลงทุนทั่วโลก คาดว่าจะกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานลง แต่เรากลับประเมินว่า Downside risk ของกรณีนี้ เป็นไปอย่างจำกัด และให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวในระยะถัดไป เพราะนักลงทุนทั่วโลก จะกลับมามองในมุมของการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพ จนทำให้เฟดกล้าตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย กรณีนี้ เงินทุนจะเลือกลงทุนในตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (DM) มากกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM)

• การพิจารณาแผนการลงทุนรถไฟฟ้า 4 เส้นทางของกระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอต่อ ครม. วันอังคารที่ 22 ก.ย. หรืออย่างช้าจะเป็นการประชุมครม.อังคารที่ 29 ก.ย. เอื้อต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง / กลุ่มวัสดุก่อสร้าง / กลุ่มธนาคาร

• และการรายงานสินเชื่อเดือนส.ค.ของกลุ่มธนาคาร แนวโน้มทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก.ค. ช่วยประคองภาพรวมของกลุ่มธนาคาร
อย่างไรก็ตาม ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จากทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องกับผลการประชุมเฟดในเช้าวันที่ 18 ก.ย. แล้ว การประชุมสภาคองเกรส ของสหรัฐฯ ในวันที่ 17 ก.ย. เพื่อพิจารณาข้อเสนอการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของอิหร่าน ทำให้เราเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบ WTI ยังไม่น่าผ่านแนว US$48-50/barrel ในรอบนี้ได้

ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำ “ขึ้นแรงขาย และ ลงแรงซื้อ” มุ่งเน้นหุ้นที่เกาะไปกับกระแสของนโยบายการเรียกความเชื่อมั่นทางการเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกลุ่ม domestic play เช่นเดิม

ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า  ได้แก่

1. ติดตามผลการประชุมเฟด เช้าวันที่ 18 ก.ย.

2. การปรับน้ำหนัก / สมาชิก ในการคำนวณดัชนี FTSE จะมีผลบังคับ ณ ราคาปิดวันที่ 18 ก.ย.

3. ติดตามการประชุม ครม. ทุกวันอังคาร อาจมีการพิจารณามาตรการด้านเศรษฐกิจเพิ่มเติม

4. ติดตามการประชุมของผู้นำของแต่ละประเทศ ที่องค์กรสหประชาชาติ วันที่ 23 ก.ย. อาจมีประเด็นด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่น่าสนใจ

5. ติดตามตัวเลขการส่งออก – นำเข้า เดือนส.ค.ของไทย วันที่ 24 ก.ย.

6. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ – มือสอง ของสหรัฐฯ / ดัชนี PMI ภาคการผลิต – บริการ ของอียู / ยอดค้าปลีก ของอังกฤษ / ดัชนี PMI ภาคการผลิต ของจีน / อัตราเงินเฟ้อ ของญี่ปุ่น