เริ่มสะสมหุ้นที่เป็น laggard เมื่อดัชนีย่อลงระหว่างวัน เน้นกลุ่มปันผลสูง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ผันผวนเชิงบวก
ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มปรับขึ้นหลังจากเมื่อวานยืนเหนือแนวต้านที่ 1380 ได้ ประกอบกับราคาน้ำมันขยับขึ้นชัดเจนหลังจากที่ตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบในสหรัฐออกมาต่ำกว่านักวิเคราะห์คาด นอกจากนี้นักลงทุนยังคงมุ่งไปที่ประเด็นเฟดเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้ ซึ่งในขณะนี้เราคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ หลังจากประชุมวันที่ 16-17 ก.ย. เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อและการเติบโตของรายได้ในสหรัฐอยู่ในระดับต่ำกว่าที่เฟดต้องการ บวกกับความผันผวนและแรงกดดันของตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีอยู่มากและเศรษฐกิจจีนยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัวลง ดังนั้น ในขณะที่ตลาดซึมๆในช่วงนี้ เป็นจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดีเป็นรายตัวไว้เล่นสั้นเพื่อเก็งกำไรก่อนการประกาศผลการประชุมเฟด
แนวรับ/แนวต้าน : 1360/1400 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
กลยุทธ์ : เริ่มสะสมหุ้นที่เป็น laggard เมื่อดัชนีย่อลงระหว่างวัน เน้นกลุ่มปันผลสูง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐหรือค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทยอยขายบ้างเมื่อเข้าใกล้ 1400 จุด
นักลงทุนระยะสั้น : BROCK (3.20), KCE (66)
BROCK (3.20) มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 จะออกมาดีมาก แถมแผนการเจรจากับพันธมิตรร่วมลงทุนโครงการอสังหาในภูเก็ตกว่า 1 หมื่นล้านบาทใกล้จะประกาศออกมาในอีกไม่ช้า จึงเหมาะไว้เล่นสั้นเก็งกำไร ถ้ายืนเหนือ 2.80 ได้สักพักจะไปต่อได้อีกถึง 3.20 ก็ไม่ยาก
KCE (66) ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง นอกจากนี้อุตสาหกรรม electronics ในรถยนต์กำลังเติบโตได้ดีกว่าอุตสาหกรรมอื่นในกลุ่มนี้ โดย KCE มีรายได้ 70% มาจากธุรกิจชิ้นส่วน electronics ในรถยนต์ ราคาเป้าหมายที่ 66 บาท ให้ upside มากกว่า 20% จากราคาปัจจุบัน
นักลงทุนระยะยาว : BDMS (25.50), KTB (21.50)
BDMS (25.50) โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 30% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 30% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี
KTB (21.50) ปันผลสูง พื้นฐานดี งบ Q2 ออกมาดีสุดในบรรดาแบงค์ใหญ่ทั้งหมด เป็นหนึ่งใน top pick ของกลุ่ม (พร้อมกับ KBANK) โดย KTB มีแผนเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมและปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนและ SME มากขึ้น ซึ่งมี Margin สูงกว่าภาครัฐบาลประกอบกับ Q2 ก็ตั้งสำรองไปเยอะแล้วจึงมีความจำเป็นน้อยใน Q3 Q4 ที่ต้องตั้งสำรองเพื่อคุม NPL บวกกับการที่ภาครัฐถือหุ้น KTB อยู่ 55% ก็ทำให้มีโอกาสรับงานรัฐอีกมากในอนาคต ราคาหุ้นปัจจุบันของ KTB ถือว่าถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแบงค์ใหญ่แบงค์อื่น แถมระบบทวงหนี้แบบ decentralized ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นยังช่วยฟื้นฟู NPL ได้ดีด้วย
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ บอร์ดบีโอไออนุมัติสิทธิประโยชน์เพิ่ม ลงทุน เขตเศรษฐกิจพิเศษ เงื่อนไขต้องลงทุนจริง ภายในปี 2560 ดัน "เชียงใหม่-ภูเก็ต"เป็นศูนย์กลางคลัสเตอร์จดิจิทัล ด้าน"สมคิด" เร่งเครื่องสร้างความเชื่อมั่นลงทุน ถก กรอ.วันนี้ แก้ปัญหาอุปสรรคทำธุรกิจในไทย หวังยกระดับแข่งขัน
- กนง.มติเอกฉันท์"คง"ดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% มอง"ดอกเบี้ย-ค่าเงิน"เอื้อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ หั่นประมาณการ "จีดีพี" ปีนี้ลงต่ำ 3% แม้ภาครัฐ อัดฉีดมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง ระบุปัจจัย ต่างประเทศกดดัน ยันพร้อมรับมือเฟดขึ้นดอกเบี้ย ขณะเดียวกันจับตาเอ็นพีแอล เพิ่มขึ้น
+ "ค่ายรถ"อัดแคมเปญแรง ชูดอกเบี้ย 0% -ผ่อนนาน84เดือน หวังกระตุ้นกำลังซื้อ หลังพบปัจจัยลบรุมเร้า เศรษฐกิจชะลอ หนี้ครัวเรือนพุ่ง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ภัยแล้ง วางแผนการขายเปิดโอกาสผู้บริโภคเป็น เจ้าของง่ายขึ้น "มิตซูบิชิ" จัดโปรแกรมผ่อนวันละ 99 บาท นิสสันฟรีน้ำมัน 1.3 แสนบาท เชฟโรเลต-ฟอร์ด เพิ่มส่วนลดข้าราชการรัฐวิสาหกิจ พร้อมค่ารถเก่า 5 หมื่นบาท
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 16,739.95 จุด พุ่งขึ้น 140.10 จุด หรือ +0.84%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (16 ก.ย.) เพราะได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ การปรับตัวลงของตัวเลขเงินเฟ้อในสหรัฐยังช่วยหนุนการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมซึ่งจะเสร็จสิ้นในวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย.นี้
+ ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวขึ้น 91.61 จุด หรือ 1.49% ที่ 6,229.21 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (16 ก.ย.) เพราะได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัท SABMiller หลังจากที่บริษัท Anheuser-Busch InBev NV ประกาศว่า บริษัทจะยื่นข้อเสนอซื้อกิจการของ SABMiller ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ในวงเงินสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์
+ ดัชนีนิกเกอิปิดพุ่งขึ้น 145.12 จุด หรือ 0.81% แตะที่ 18,171.60 จุด
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นในวันนี้ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ทางการสหรัฐเปิดเผยเมื่อคืนนี้ได้กระตุ้นให้เกิดแรงซื้อเก็งกำไร ขณะที่นักลงทุนจับตาดูการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้และพรุ่งนี้อย่างใกล้ชิด
- สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือน ต.ค.พุ่งขึ้น 2.56 ดอลลาร์ ปิดที่ 47.15 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (16 ก.ย.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐร่วงลงอย่างพลิกความคาดหมายในสัปดาห์ที่แล้ว







